Skip to main content
T_SAMYANG0126
T_GNT0126
THAICARGOEXPO1025
T_OHAUS
T_Interpack26
T_VEGA
News

3 เทรนด์ที่ส่งผลต่อรูปแบบของอาหารในอนาคตปี 2030

ภายในงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก Sial Paris 2018 ในส่วนของ Future Lab ได้มีการนำเสนอ 3 แนวโน้มที่ส่งผลต่อรูปแบบของอาหารในอนาคตปี 2030 ที่น่าสนใจดังนี้

1. กระแสการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรโลก จาก 7.3 ล้านคน ในปี 2015 เพิ่มเป็น 8.5 ล้านคนและ 9.3 ล้านคน ในปี 2030 และ 2050 ตามลำดับ จะส่งผลให้ปริมาณความต้องการอาหารเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่พื้นที่เพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์สำหรับเป็นอาหารกลับลดปริมาณลงอย่างต่อเนื่อง จากการถูกแทนที่ด้วยที่อยู่อาศัย

จึงไม่แปลกที่ในอนาคตอันใกล้นี้ ผลิตภัณฑ์อาหารรูปแบบใหม่ อาทิ โปรตีนจากพืช และโปรตีนสัตว์อย่างแมลง จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้บริโภค โดยปัจจุบันเริ่มมีผู้ผลิตนำเสนอผลิตภัณฑ์ดังกล่าวออกสู่ตลาดแล้ว ยกตัวอย่างเช่น สแน็คบาร์จากจิ้งหรีด สเปรดโปรตีนจากถั่ว และน้ำนมถั่ว เป็นต้น

2. แนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของการอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่อาศัยในเมืองใหญ่ของประชากร ซึ่งส่วนใหญ่นิยมการเข้าเมืองเพื่อมาหางานทำและประกอบอาชีพที่สร้างรายได้ที่มากกว่าการอาศัยอยู่ในชนบท ทำให้เกิดชุมชนเมืองที่มีการแข่งขันและการดำรงชีวิตที่เร่งรีบ ส่งผลให้หลายครอบครัวมีเวลาในการปรุงอาหารเพื่อรับประทานด้วยตนเองลดน้อยลง

ดังนั้น ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานและการรับประทานอาหารในร้านอาหารนอกบ้าน จึงได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ อย่างไรก็ตาม การปรุงอาหารเพื่อรับประทานเองที่บ้านก็ยังเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ เพราะนอกจากจะได้ความสดใหม่ของอาหารและรสชาติที่ถูกใจแล้ว การปรุงอาหารยังเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ช่วยให้ผ่อนคลายได้อีกด้วย และด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำนำสมัย ทำให้การปรุงอาหารด้วยตนเองไม่ยุ่งยากอีกต่อไป เพราะมีตัวช่วยอย่าง หุ่นยนต์ปรุงอาหาร (Robot Chef) ที่ในอนาคตอาจจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์และเครื่องใช้ภายในบ้าน นอกเหนือจากทีวีและตู้เย็น โดยหุ่นยนต์ปรุงอาหารนี้ สามารถตั้งโปรแกรมการปรุงอาหารด้วยสูตรเฉพาะของผู้บริโภคเอง หรือสูตรการปรุงอาหารของเชฟระดับโลกที่หลากหลายได้อีกด้วย

3. การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ยังคงเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยแนวโน้มของผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพที่ผู้บริโภคต้องการในอนาคต จะต้องมาจากวัตถุดิบธรรมชาติที่ผ่านการปรุงแต่งน้อย แต่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนั้น กลุ่มอาหาร Probiotic (อาหารที่มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น โยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวที่มีจุลินทรีย์แล็กโตบาซิลลัส และอาหารหมักดองด้วยวิธีธรรมชาติ เป็นต้น) และกลุ่มอาหาร Prebiotic (อาหารที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของจุลินทรีย์ Probiotic ในร่างกาย เช่น น้ำตาลแอลกอฮอล์ โอลิโกแซกคาไรด์ และอินนูลิน เป็นต้น) จะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ในอนาคตเทคโนโลยีที่ทำให้การเข้าถึงข้อมูลเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกรวดเร็วอย่าง Smart phone จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจาวันของผู้บริโภคที่ห่วงใยเรื่องสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลายผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การตรวจสอบแหล่งที่มาและคุณค่าทางโภชนาการของอาหารด้วย Food Traceability การควบคุมน้ำหนักด้วยการเลือกรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสมจากการคำนวณด้วย Diet App หรือแม้แต่การเลือกรับประทานอาหารที่เฉพาะเจาะจงตามสุขภาพของแต่ละบุคคลด้วย Personal Food & Health ก็จะได้รับความนิยมและมีการใช้งานเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้บริโภคในอนาคต

ดังนั้น โอกาสที่ผู้ประกอบการผลิตอาหารจะสามารถผลิตสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในอนาคตดังกล่าวได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดึงความเชื่อมโยงของกระแสการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคและเทคโนโลยีทั้ง 3 แนวโน้มดังกล่าว มาเป็นจุดตั้งต้นในการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร รวมถึงธุรกิจบริการอาหารรูปแบบใหม่ให้ได้

——————————————————————————————————————

ที่มา: แบบฟอร์มเอกสารองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม (FM-IN-SN-01). NFI Food Innovation Issue. เรียบเรียงโดย มยุรา ปรารถนาเปลี่ยน ฝ่ายส่งเสริมนวัตกรรม สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม.