
ธปท. ออกมาตรการช่วยภาคเอกชนสู้โควิด-19…หวังบรรเทาปัญหาสภาพคล่องของผู้ประกอบการ
จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยถึง มาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ซึ่งกำลังรับมือกับสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจที่ไม่เป็นปกติ และยังมีความเสี่ยงมากขึ้นตามความรุนแรงของสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้รวบรวมประเด็นสำคัญ และมีมุมมองต่อมาตรการรอบใหม่ ดังนี้
4 มาตรการเพิ่มเติม…เน้นเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการ ดูแลเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้เอกชนเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโควิด-19
เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2563 ธปท. ประกาศมาตรการทางการเงินเพิ่มเติม ซึ่งโดยหลักๆ แล้วจะเป็นการบรรเทาปัญหาสภาพคล่องและเสริมสภาพคล่องระยะสั้น ให้กับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งกำลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่มีแนวโน้มรุนแรงและต้องใช้เวลาอีกระยะในการคลี่คลายสถานการณ์ นอกจากนี้ ธปท. ยังมีมาตรการดูแลเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้เอกชนเพิ่มเติม เพื่อให้ช่องทางการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ของบริษัทที่มีคุณภาพยังทำงานได้ต่อเนื่อง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า มาตรการดังกล่าวถือว่ามีกรอบมูลค่าขนาดใหญ่เข้าใกล้ระดับ 1 ล้านล้านบาท ขณะที่ความรวดเร็วของการผลักดันมาตรการต่างๆ ในทางปฏิบัตินั้น อาจแปรผันตามเงื่อนไขของแต่ละมาตรการ รวมถึงบรรยากาศเศรษฐกิจในภาพรวม กล่าวคือ
– มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loans) สำหรับธุรกิจ SMEs หากพิจารณาจากในทางทฤษฎีและประเมินบนวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมสำหรับลูกค้า SMEs โดยเฉลี่ยที่ประมาณ 1.5 ล้านบาทต่อราย จะมีจำนวน SMEs ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการนี้ประมาณ 3.3 แสนราย อันจะทำให้ธุรกิจ SMEs จำนวนไม่น้อยมีสภาพคล่องไปต่อลมหายใจทางธุรกิจ ซึ่งรวมถึงการรักษาสภาพการจ้างงานให้กับลูกจ้างบางส่วนด้วย (3)
อย่างไรก็ดี ความคืบหน้าของการเบิกใช้และการอนุมัติวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมในทางปฏิบัติยังขึ้นอยู่กับอีกหลายเงื่อนไขด้วยเช่นกัน ทั้งความพร้อมของลูกหนี้ และความสามารถในการรับส่วนสูญเสียจากการปล่อยสินเชื่อเพิ่มของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งที่แตกต่างกัน โดยฝั่งลูกหนี้จะได้สินเชื่อเพิ่มหรือไม่ หรือมากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับ ความจำเป็นที่แท้จริงเชิงธุรกิจ ประวัติและข้อมูลเครดิตต่างๆ วงเงินสินเชื่อเดิมของกิจการแต่ละราย ตลอดจนความสามารถในการชำระหนี้คืนในอนาคต ขณะที่ฝั่งธนาคารพาณิชย์ก็จะต้องประเมินความสามารถในการรับมือกับส่วนสูญเสีย แม้ว่าจะมีกระทรวงการคลังช่วยรับในบางส่วนในกรณีที่สินเชื่อเสริมสภาพคล่องปล่อยใหม่ดังกล่าวกลายเป็นสินเชื่อด้อยคุณภาพในระหว่างช่วงระยะเวลาของมาตรการ เช่นเดียวกับความพร้อมด้านเงินกองทุนในการรองรับสถานการณ์เศรษฐกิจระยะนี้ รวมถึงสินเชื่อปล่อยใหม่ภายใต้โครงการที่ยังมีส่วนหนึ่งที่ต้องนำไปคำนวณเป็นสินทรัพย์เสี่ยงด้วย
– ในส่วนของกองทุนเสริมสภาพคล่องตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน (BSF) นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แม้กลไกการทำงานของกองทุน BSF ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยลดปัญหาการระดมทุนเพื่อ Rollover หุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนของบริษัทที่มีคุณภาพ ซึ่งจนถึงสิ้นปี 2563 จะมีหุ้นกู้ระยะยาวดังกล่าว (ไม่นับรวมหุ้นกู้ของธนาคาร) อีกประมาณ 4.63 แสนล้านบาท แต่ความสำเร็จในการระดมทุนใหม่ หรือ Rollover หุ้นกู้ดังกล่าว ยังขึ้นกับความสามารถของกิจการหรือบริษัทในการระดมทุนด้วยตนเองให้ถึงจำนวนกึ่งหนึ่งของจำนวนตราสารหนี้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนตามเกณฑ์ของกองทุน BSF ตั้งเงื่อนไขไว้ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ยังต้องติดตามท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง อาจส่งผลกระทบทั้งรายได้ของกิจการ และความต้องการลงทุนของนักลงทุนในระยะนี้ ขณะที่ผู้ลงทุนควรตระหนักว่ากลไกของ BSF ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงจากการลงทุนหุ้นกู้ ดังนั้น นักลงทุนน่าจะยังคงพิจารณาแนวโน้มการดำเนินการจากปัจจัยพื้นฐานของกิจการและปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจอื่นๆ ด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนดังกล่าวได้
– สำหรับกำรช่วยลดภาระเงินนำส่งกองทุนฟื้นฟูฯ และการผ่อนคลายหลักเกณฑ์อื่นๆ ได้แก่ การผ่อนเกณฑ์การดำรงอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง (Liquidity Coverage Ratio: LCR) ให้ต่ำกว่า 100% เป็นการชั่วคราว รวมถึงการปรับการคำนวณน้ำหนักความเสี่ยงของลูกหนี้ที่เข้ารับความช่วยเหลือจากมาตรการ ธปท. คงมีผลในการช่วยแบ่งเบาภาระให้กับสถาบันการเงิน โดยหากยกตัวอย่างการปรับลดเงินนำส่งเข้า FIDF ในครั้งนี้ จะช่วยทำให้ต้นทุนของสถาบันการเงินลดลงประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปี ในภาวะที่รายรับดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่างๆ หดหายไปจากการเดินหน้าโครงการพักชำระหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน รวมถึงภาระเพิ่มเติมจากมาตรการต่างๆ ในรอบนี้และที่อาจมีตามมาอีกในอนาคต

โดยภาพรวมแล้ว มาตรการที่ ธปท. ออกมาสะท้อนถึงความพยายามและความตั้งใจของทางการที่จะแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด โดยมุ่งเน้นการช่วยเสริมสภาพคล่องของระบบการเงินไทย ควบคู่ไปกับการพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน เพื่อให้กลไกการทำงานของระบบการเงินยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ตามปกติ กระนั้นก็ดี ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดผลสัมฤทธิ์ของมาตรการที่เพิ่งออกมาในครั้งนี้ คือ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศ อันจะทำให้มองเห็นภาพแนวโน้มเศรษฐกิจหลังจากนี้ชัดเจนขึ้น และมีผลต่อเนื่องมายังความเชื่อมั่นของตลาดและนักลงทุน รวมถึงการประเมินแนวโน้มธุรกิจและความสามารถในการชำระหนี้ของกิจการ โดยในกรณีที่การควบคุมการระบาดของไวรัสฯ เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ก็ย่อมจะทำให้มาตรการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการของทางการไทยในรอบนี้มีความคืบหน้าและมีการใช้เม็ดเงินโครงการที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น สุดท้ายแล้ว ก็คงจะส่งผลดีต่อประสิทธิผลในการฟื้นกลไกทางการเงินให้กลับสู่ปกติได้อย่างรวดเร็วสมดังเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้
On April 7, 2020, the Bank of Thailand or BOT issued additional measures to assist private enterprises affected by COVID-19 pandemic. The major measures are aimed to alleviate financial liquidity problem and increase short-term liquidity for SMEs, which are currently affected by the COVID-19 outbreak, which are likely to increase in danger and take sometimes to relieve. Moreover, the BOT has provided additional measures to stabilize the corporate bond market in order to provide bridge financing to high-quality firms with bonds so they can continue their operations.
Kasikorn Research Center foresees that such measures are considered to have a large value approaching 1 trillion baht, while the speed of pushing various measures into action may vary according to the conditions of each measure, as well as the overall economic circumstance. The progress of the disbursement and the approval of additional soft-loan in practice, also depend on many conditions, including the readiness of debtors, and the ability to absorb losses from different commercial banks on credit giving.
For the Bond Stabilization Fund (BSF), Kasikorn Research Center considers that although the mechanism of the BSF fund is designed to help reduce funding problems for rollover’s high-quality corporate debentures, the success of the rollover debentures also depends on the ability of the business or company to raise funds by themselves to up to half of the debt securities that are due in accordance with the rules of the BSF, which is considered an issue that must be followed amidst the uncertain economic situation. For the measures to reduce the financial burden brought to the Financial Institutional Development Fund and other relaxation rules would have the effect of helping to ease the financial burden of financial institutions under the conditions that interest income and various fees have been lowered from the debt suspension and debt restructuring program for businesses and households, as well as additional burdens from various measures during this difficult time that more measures could be followed in the future.
In overall, the measures issued by the BOT reflect the efforts and intentions of the authorities to resolve the problems to the point by focusing on enhancing the liquidity of the Thai financial system together with the recovery of financial market confidence to allow the financial system’s operations to continue to operate as normal. Nonetheless, a key factor in determining the outcome of the newly released measures is the spreading of the COVID-19 in the domestic and overseas, which will make for a clearer picture of the future economic trends, while also continue to affect the confidence of the market and investors, and the assessing of business trends and debt payment capability of a business. In case of the recovering of the COVID-19 outbreak and better controlling of the pandemic, it will create progression of the liquidity measures for Thai entrepreneurs, and effectiveness for the money spending on the project. Eventually, it will benefit the effectiveness of the recovering of financial mechanism to return to normal as swiftly as expected.







