สรุปสาระสำคัญ มาตรการคุมเข้มการฟอกเขียว และแนวทางการปรับตัวด้านบรรจุภัณฑ์และฉลากสำหรับอุตสาหกรรมอาหารไทย เพื่อรับมือมาตรฐานใหม่ของสหภาพยุโรป

สหภาพยุโรป (EU) ยกระดับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดด้วยการออก Directive (EU) 2024/825 ว่าด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้บริโภคเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่วิถีสีเขียว (Empowering Consumers for the Green Transition; EmpCo) ซึ่งได้รับการรับรองเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 และกำหนดให้ประเทศสมาชิกแปลงเป็นกฎหมายภายในให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569 โดยมีผลบังคับใช้จริงทั่วทั้ง EU ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป
กฎระเบียบใหม่นี้เป็นการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคหลักของ EU ทั้ง Directive 2005/29/EC (Unfair Commercial Practices Directive) และ Directive 2011/83/EU (Consumer Rights Directive) โดยมุ่งขจัดปัญหา “การฟอกเขียว” (Greenwashing) และการอ้างข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่เป็นเท็จ คลุมเครือ หรือหลอกลวง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิต ผู้สร้างแบรนด์ และผู้ส่งออกสินค้าอาหารและเครื่องดื่มไทยที่วางจำหน่ายในตลาด EU ที่ต้องเร่งทบทวนข้อความโฆษณา ตราสัญลักษณ์ความยั่งยืน และฉลากบรรจุภัณฑ์ใหม่ทั้งหมด
5 ข้อห้ามหลักทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Blacklisted Practices Under Directive 2024/825)
Directive (EU) 2024/825 ได้เพิ่มข้อกำหนดใน Annex I ของ Directive 2005/29/EC โดยระบุพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรมและสั่งห้ามเด็ดขาดในทุกกรณี (Blacklisted Practices) ดังนี้:
1. ห้ามการกล่าวอ้าง “Carbon Neutral” จากการซื้อเครดิตคาร์บอน (Offsetting Ban): ห้ามโฆษณาว่าผลิตภัณฑ์มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นศูนย์ ลดลง หรือเป็นบวก (เช่น ‘Climate Neutral’, ‘CO2 Neutral Certified’, ‘Carbon Positive’, ‘Climate Net Zero’, ‘Climate Compensated’, ‘Reduced Climate Impact’) หากการกล่าวอ้างนั้นพึ่งพาการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Offsetting) นอกห่วงโซ่คุณค่าของผลิตภัณฑ์ การเคลมเรื่องคาร์บอนจะทำได้เฉพาะกรณีที่เกิดจากการลดผลกระทบจริงตลอดวงจรชีวิต (Life Cycle) ภายในห่วงโซ่คุณค่าของผลิตภัณฑ์เท่านั้น
2. ห้ามใช้คำกล่าวอ้างสิ่งแวดล้อมแบบทั่วไปที่ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ (Generic Environmental Claims Ban): ห้ามใช้คำอ้างกว้างๆ เช่น ‘Eco-friendly’, ‘Green’, ‘Climate Friendly’, ‘Biodegradable’, ‘Biobased’, หรือ ‘Carbon Friendly’ หากผู้ประกอบการไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมที่โดดเด่นและได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ (Recognised Excellent Environmental Performance) เช่น ได้รับ EU Ecolabel หรือมาตรฐาน ISO 14024 Type I หรือไม่ได้ระบุเงื่อนไขจำเพาะไว้บนสื่อหรือบรรจุภัณฑ์เดียวกันอย่างชัดเจน (เช่น ระบุชัดเจนว่า “100% of energy used to produce this packaging comes from renewable sources”)
3. ห้ามแสดงตราสัญลักษณ์ความยั่งยืนที่จัดทำขึ้นเองโดยขาดการรับรอง (Unverified Sustainability Labels Ban): ห้ามการใช้ตราสัญลักษณ์ หรือฉลากความยั่งยืน (Sustainability Labels) ที่ไม่ได้อ้างอิงจากระบบการรับรองของหน่วยงานภายนอก (Third-party Certification Scheme) หรือไม่ได้จัดตั้งขึ้นโดยหน่วยงานภาครัฐ โดยระบบการรับรองต้องเปิดกว้าง โปร่งใส และมีการตรวจสอบอิสระตามมาตรฐานสากล เช่น ISO 17065 ทั้งนี้ ฉลากความยั่งยืนจากหน่วยงานภาครัฐของประเทศนอก EU จะถูกห้ามใช้ เว้นแต่จะอยู่บนฐานของระบบการรับรองภายนอกที่ถูกต้อง
4. ห้ามกล่าวอ้างครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ ทั้งที่มีผลจริงเฉพาะบางส่วน: ห้ามทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าคุณลักษณะด้านสิ่งแวดล้อมครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทั้งหมด หรือครอบคลุมธุรกิจทั้งหมดของบริษัท หากในความเป็นจริงเกิดขึ้นเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น การอ้างว่าผลิตภัณฑ์ทำจากวัสดุรีไซเคิล ทั้งที่มีเพียงบรรจุภัณฑ์เท่านั้นที่ใช้วัสดุรีไซเคิล
5. ห้ามนำข้อกำหนดตามกฎหมายมาอ้างเป็นจุดเด่นทางการค้า: ห้ามนำข้อบังคับตามกฎหมายที่สินค้าทุกรายการในหมวดนั้นๆ บนตลาด EU ต้องปฏิบัติตามอยู่แล้ว มาแสดงว่าเป็นคุณสมบัติพิเศษหรือจุดเด่นเฉพาะตัวของผลิตภัณฑ์
(ข้อสังเกตเพิ่มเติม: สำหรับการอ้างเป้าหมายสิ่งแวดล้อมในอนาคต เช่น การมุ่งสู่ Net Zero ผู้ประกอบการต้องมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน สมจริง มีเป้าหมายวัดผลได้ตามกรอบเวลา มีการจัดสรรงบประมาณ และต้องได้รับการตรวจสอบและติดตามผลโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระภายนอกอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งผลการประเมินต้องเปิดเผยให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้)

เจาะลึกผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มส่งออกไทย
– ฉลากบรรจุภัณฑ์และคำโฆษณา (Packaging & Claims): ข้อความยอดนิยมบนซองอาหารและบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม เช่น “100% Eco-Friendly Packaging”, “Biobased Snack” หรือ “Carbon Neutral Beverage” จะไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป เว้นแต่จะมีเอกสารประเมินวงจรชีวิต (LCA) หรือใบรับรองมาตรฐานสากลสนับสนุน รวมถึงการใช้รูปภาพหรือองค์ประกอบกราฟิก เช่น ใบไม้สีเขียว หรือหยดน้ำ ที่สื่อถึงความยั่งยืนก็อาจถูกจัดเป็นการเคลมสิ่งแวดล้อมหรือฉลากความยั่งยืนที่ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ใหม่ด้วยเช่นกัน
– ข้อยกเว้นสำหรับสินค้าเกษตรและอาหารอินทรีย์ (Organic Claims): สำหรับคำว่า “Organic”, “Bio” หรือ “Eco” ที่ใช้กับผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์ภายใต้กฎระเบียบ Regulation (EU) 2018/848 จะถือเป็นกฎหมายเฉพาะ (Lex Specialis) ที่มีความสำคัญเหนือกว่า UCPD จึงยังคงสามารถใช้ระบุบนผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์ตามมาตรฐาน EU ได้ตามปกติ
– การบริหารสต็อกสินค้าและบรรจุภัณฑ์เก่า (Old Stock Management): สำหรับสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ที่ผลิต พิมพ์ฉลาก หรือวางจำหน่ายก่อนวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569 ผู้กำกับดูแลของ EU (CPC Network) ได้จัดทำแนวปฏิบัติร่วมกัน (Common Understanding) โดยอนุญาตให้ผู้ประกอบการแก้ไขปัญหาในทางปฏิบัติได้ เช่น การใช้สติ๊กเกอร์ปิดทับข้อความเดิม หรือการติดป้ายชี้แจงเพิ่มเติม ณ จุดขาย เพื่อป้องกันความสับสนและไม่สร้างภาระด้านต้นทุนหรือขยะบรรจุภัณฑ์มากเกินจำเป็น
แผนการปรับตัว 4 ขั้นตอน สำหรับผู้ประกอบการก่อน ก.ย. 2569
1. ตรวจสอบฉลากและข้อความการตลาด (Label & Claim Audit): ทบทวนฉลาก บรรจุภัณฑ์ และสื่อโฆษณาออนไลน์ของสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งออกไปยัง EU เพื่อยกเลิกข้อความที่เป็นการอ้างสิทธิ์ทั่วไป (Generic Claims) หรือตราสัญลักษณ์ที่คิดขึ้นเองโดยไม่มีระบบรับรอง
2. ปรับกลยุทธ์ด้านคาร์บอนจากการ Offset เป็นการลดจริงในห่วงโซ่คุณค่า: ยุติการใช้คำว่า Carbon Neutral ที่พึ่งพาการซื้อคาร์บอนเครดิตภายนอกองค์กร และเปลี่ยนมามุ่งเน้นการคำนวณและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จริงในกระบวนการแปรรูปอาหารและการจัดการบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต (LCA)
3. เลือกใช้ระบบการรับรองมาตรฐานสากล (Third-party Certification): กรณีที่ต้องการแสดงตราสัญลักษณ์ความยั่งยืน ควรเลือกใช้ฉลากที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานภายนอกที่เป็นอิสระ ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น ISO 17065 หรือฉลากสิ่งแวดล้อมระดับภาครัฐ
4. เตรียมระบบข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (Verifiable Evidence): จัดทำระบบเอกสารสืบย้อน (Traceability) และหลักฐานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการตรวจสอบจากคู่ค้าใน EU และหน่วยงานกำกับดูแลอย่างโปร่งใส
Directive (EU) 2024/825 ไม่เพียงแต่เป็นมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในยุโรปเท่านั้น แต่ยังถือเป็น “โจทย์ใหญ่” ที่ผู้ส่งออกอาหารและเครื่องดื่มไทยต้องเร่งปรับตัวและสร้างความน่าเชื่อถือในการสื่อสารด้าน ESG อย่างแท้จริง การเตรียมความพร้อมทางเทคนิคและฉลากบรรจุภัณฑ์ล่วงหน้าจึงเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาด EU อย่างยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง / References
– European Commission. (n.d.). Sustainable consumption. European Commission Topics: Consumers. Retrieved from https://commission.europa.eu/topics/consumers/consumer-rights-and-complaints/sustainable-consumption_en
– European Commission. (2026, September). Questions & Answers: Directive (EU) 2024/825 on empowering consumers for the green transition. Directorate-General for Justice and Consumers. Retrieved from https://commission.europa.eu/document/download/3c257883-bb2a-4dd9-a6dc-501d587bb34f_en
– European Parliament, & Council of the European Union. (2024). Directive (EU) 2024/825 of the European Parliament and of the Council of 28 February 2024 amending Directives 2005/29/EC and 2011/83/EU as regards empowering consumers for the green transition through better protection against unfair practices and through better information. Official Journal of the European Union, L 2024/825. Retrieved from http://data.europa.eu/eli/dir/2024/825/oj

