Skip to main content
News

Positive List for the Future of Food: จากโครงสร้างพื้นฐานสู่การสร้างมูลค่าอาหารอนาคตไทย

ในโอกาสครบรอบ 50 ปี สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT) ได้จัดเวทีสัมมนา “Positive List for the Future of Food” ชวนเปิดมุมมองสู่บทบาทของ Positive List ในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย ตั้งแต่การเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเชิงหน้าที่บนฐานวิทยาศาสตร์ การใช้ประโยชน์จาก Health Claim อย่างถูกต้อง ไปจนถึงการก้าวผ่านข้อกำหนดด้านกฎหมาย และการต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่เชิงพาณิชย์ เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ นวัตกรรม และศักยภาพของวัตถุดิบไทยเข้ากับโอกาสทางเศรษฐกิจของอาหารอนาคต (Future Food)

 

สาระสำคัญจากเวทีสะท้อนตรงกันว่า Positive List ไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “รายการสารสำคัญที่ใช้กล่าวอ้างได้” แต่ควรพัฒนาให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Economic Infrastructure) ที่เชื่อมโยงงานวิจัย วัตถุดิบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ กฎระเบียบ และตลาดเข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนความหลากหลายทางชีวภาพของไทยให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Biodiversity to Bio-wealth)

 

Positive List: จุดเปลี่ยนจากงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์

หนึ่งในคอขวดสำคัญของการพัฒนา Future Food คือช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้จริง หรือ Commercialization Bottleneck / Valley of Death แม้งานวิจัยจะสามารถแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสารสำคัญหรือวัตถุดิบ แต่การนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ยังต้องเผชิญต้นทุนการวิจัยทางคลินิก ข้อจำกัดด้าน Health Claim และกระบวนการกฎหมายที่ค่อนข้างจะใช้เวลานาน

ระบบ Positive List จึงเข้ามาช่วยลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการ โดยนำหลักฐานจากงานวิจัยและการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบมาใช้เป็นฐานสำหรับสารสำคัญและคำกล่าวอ้างที่ผ่านการพิจารณาแล้ว ทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ โดยไม่ต้องเริ่มกระบวนการพิสูจน์ใหม่ทั้งหมดในลักษณะ Case-by-Case

ภายใต้แนวทางดังกล่าว กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์บางส่วนมีศักยภาพสามารถลดระยะเวลาจาก 1.5–2 ปี เหลือประมาณ 2 เดือน พร้อมลดต้นทุน R&D ได้มากกว่าร้อยละ 70 โดยมีเป้าหมายขยาย Positive List ให้ครอบคลุม 150 Claims เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารฟังก์ชันในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การมี Positive List ไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการจะสามารถใช้สารสำคัญและกล่าวอ้างได้โดยไม่มีเงื่อนไข แต่ยังคงต้องพิจารณาชนิดของสาร ปริมาณการใช้ ความปลอดภัย ประสิทธิผล และข้อความกล่าวอ้างให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

 

จาก Positive List สู่ Product Concept

การใช้ Positive List อย่างมีประสิทธิภาพจึงควรเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการคิดผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่รอจนผลิตภัณฑ์พัฒนาเสร็จแล้วจึงตรวจสอบด้านกฎหมาย

กระบวนการควรเริ่มจากการเชื่อมโยง Consumer Need – Functional Ingredient – Health Claim – Product Format กล่าวคือ เริ่มจากปัญหาหรือความต้องการของผู้บริโภค จากนั้นจึงเลือกสารสำคัญที่มีหลักฐานรองรับ และนำมาออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ตลาดได้จริง

วัตถุดิบไทยที่มีศักยภาพ เช่น ข้าวสังข์หยด ขมิ้นชัน กระเทียม หรือวัตถุดิบที่มีสารสำคัญเฉพาะ จึงไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะวัตถุดิบเกษตร แต่สามารถพัฒนาเป็นฐานของผลิตภัณฑ์ Functional Food ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นได้ หากมีการกำหนดสารสำคัญ คุณภาพวัตถุดิบ ปริมาณการใช้ และรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และข้อกำหนดทางกฎหมาย

แนวคิดนี้เปลี่ยนการพัฒนาจาก “มีวัตถุดิบแล้วค่อยหาตลาด” ไปสู่ “เข้าใจตลาด แล้วออกแบบผลิตภัณฑ์จากศักยภาพของวัตถุดิบ”

 

Product Design ต้องเชื่อม R&D กับการผลิตจริง

เมื่อกำหนดแนวคิดแล้ว ขั้นต่อไปคือการออกแบบสูตรและพัฒนาต้นแบบ โดยต้องพิจารณาทั้งประสิทธิภาพของสารสำคัญ ต้นทุน สูตรอาหาร รสชาติ ความคงตัว และความเป็นไปได้ในการผลิต โดยกระบวนการพัฒนาไม่ควรหยุดอยู่ที่ระดับห้องปฏิบัติการ แต่ต้องก้าวไปสู่ Prototype & Standardization และการทดสอบในระดับ Pilot Scale เพื่อพิสูจน์ว่าสูตรสามารถผลิตได้จริงและมีคุณภาพสม่ำเสมอเมื่อขยายกำลังการผลิต

 

ประเด็นสำคัญคือ ความแปรปรวนของวัตถุดิบไทย ทั้งสายพันธุ์ แหล่งปลูก ฤดูกาล และกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว อาจส่งผลต่อปริมาณสารสำคัญ ดังนั้นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบจึงต้องมาพร้อมกับระบบ Standardization เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและองค์ประกอบสม่ำเสมอเพียงพอสำหรับการผลิตเชิงอุตสาหกรรม อย่างไรก์ตาม ผลิตภัณฑ์ที่มีงานวิจัยรองรับแต่ไม่สามารถควบคุมคุณภาพหรือ Scale-up ได้ จึงยังไม่ถือว่าพร้อมสำหรับการพาณิชย์

 

Evidence, Safety และ Claim ต้องเดินไปพร้อมกัน

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือการเชื่อมโยง Evidence, Quality และ Regulatory ตั้งแต่ต้นทาง หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ต้องสอดคล้องกับระดับของการกล่าวอ้าง ทั้ง Nutrition Claim, Function Claim และ Risk-Reduction Claim ขณะเดียวกันต้องตรวจสอบความปลอดภัยและปริมาณสารสำคัญที่ใช้จริง ผู้ประกอบการจึงต้องตอบคำถามให้ได้ว่า สารสำคัญอยู่ใน Positive List หรือไม่ ใช้ได้ในปริมาณเท่าใด มีเงื่อนไขการใช้หรือไม่ และสามารถใช้ข้อความกล่าวอ้างใดได้บ้าง

ประเด็นนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 447) พ.ศ. 2566 เรื่อง การกล่าวอ้างทางสุขภาพของอาหารบนฉลาก ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 โดยกำหนดนิยาม ลักษณะ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการกล่าวอ้างทางสุขภาพ พร้อมบัญชี Positive List จำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ การกล่าวอ้างหน้าที่ของสารอาหาร 28 รายการ รวม 135 ข้อความ การกล่าวอ้างหน้าที่อื่นของส่วนประกอบอาหาร 6 ชนิด รวม 8 ข้อความ และการกล่าวอ้างการลดความเสี่ยงของการเกิดโรค 2 ส่วนประกอบ รวม 4 ข้อความ ผู้ประกอบการสามารถนำข้อความที่อยู่ในบัญชีและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไปใช้บนฉลากและในการขออนุญาตโฆษณาได้ โดยไม่ต้องส่งเอกสารประเมินซ้ำกับ อย. ส่วนข้อความที่อยู่นอกเหนือบัญชีต้องเข้าสู่กระบวนการประเมินเป็นรายกรณี

 

ในกรณีที่สารหรือส่วนประกอบไม่อยู่ในบัญชีที่เกี่ยวข้อง หรือมีการใช้ในปริมาณสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด อาจต้องเข้าสู่กระบวนการประเมินความปลอดภัยเพิ่มเติม ดังนั้น การตรวจสอบ Positive List และ Negative List รวมถึง Dosage & Efficacy จึงควรเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อป้องกันการแก้ไขสูตรหรือการลงทุนซ้ำในขั้นตอนปลายทาง

 

นอกจากข้อกำหนดด้านสารสำคัญและการกล่าวอ้างทางสุขภาพแล้ว ผู้ประกอบการยังต้องติดตามกฎระเบียบด้านฉลากอาหารที่มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 474) พ.ศ. 2569 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ (ฉบับที่ 2) มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2569 โดยมีสาระสำคัญ อาทิ การปรับรายการสารก่อภูมิแพ้ โดยเพิ่มงาและระบุชนิดถั่วเปลือกแข็งให้ชัดเจน การปรับหลักเกณฑ์การแสดงข้อมูลวัตถุเจือปนอาหาร การกำหนดเงื่อนไขการใช้ฉลากดิจิทัล รวมถึงการปรับข้อยกเว้นและรายละเอียดการแสดงข้อมูลบนฉลาก

อ่านประกาศที่เกี่ยวข้อง:

 

จาก Regulatory สู่ Commercialization

เมื่อสูตรผ่านการพัฒนาและมีหลักฐานรองรับแล้ว ขั้นตอนต่อไปไม่ใช่เพียงการ “ขึ้นทะเบียนให้ผ่าน” แต่ต้องประเมินว่าผลิตภัณฑ์มีความเป็นไปได้ทางธุรกิจหรือไม่ กรอบการประเมินของ อย. จึงครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบประเภทอาหาร การขออนุญาตสถานที่ผลิตหรือสถานที่นำเข้า การขอเลขสารบบอาหาร 13 หลัก ตลอดจนการขออนุมัติโฆษณา เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สามารถออกสู่ตลาดได้อย่างถูกต้อง

ในเวลาเดียวกัน ผู้ประกอบการต้องประเมิน Feasibility & ROI ทั้งขนาดตลาด กลุ่มเป้าหมาย ต้นทุน ราคาขาย ช่องทางจำหน่าย และศักยภาพในการขยายตลาด โดยกลยุทธ์ที่เหมาะสมอาจเริ่มจากตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Launch) เพื่อทดสอบ Product-Market Fit และเก็บข้อมูลจากผู้บริโภค ก่อนขยายไปสู่ตลาดขนาดใหญ่ หรือกลุ่มตลาดต่างประเทศ

 

Commercialization ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนารอบใหม่

หนึ่งในแนวคิดสำคัญจากเวทีคือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ควรเป็น Iterative Process ไม่ใช่เส้นทางแบบทางเดียว หลังออกสู่ตลาด ผู้ประกอบการต้องนำข้อมูลยอดขาย ความต้องการของผู้บริโภค ความคิดเห็นด้านรสชาติ ราคา รูปแบบผลิตภัณฑ์ และประสิทธิภาพของช่องทางจำหน่ายกลับเข้าสู่ R&D เพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ ดังนั้นเส้นทางที่แท้จริงจึงเป็นวงจร

Consumer Need → Positive List & Evidence → Product Concept → Formulation → Prototype → Standardization → Regulatory → Commercialization → Market Feedback → R&D Innovation

วงจรดังกล่าวช่วยให้การใช้ Positive List ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดระยะเวลาขึ้นทะเบียน แต่สามารถกลายเป็นเครื่องมือในการลดความเสี่ยงของการลงทุนและเพิ่ม Speed-to-Market

 

จาก Positive List สู่ระบบนิเวศ Future Food

เป้าหมายสูงสุดจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนสารสำคัญใน Positive List แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนองค์ความรู้และทรัพยากรชีวภาพให้เป็นผลิตภัณฑ์และธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีความคืบหน้าการขับเคลื่อน Flagship 150 Claims โดยมีสารสำคัญและ Claims ที่ผ่านการอนุมัติแล้ว รวมถึงรายการที่อยู่ระหว่างจัดทำ Dossier เพื่อเสนอพิจารณา ขณะเดียวกัน มีการนำร่องใช้ Functional Claim กับผลผลิตเกษตรไทย เช่น กล้วยและมะเขือเทศ เพื่อเชื่อมโยงภาคเกษตรกับอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูง

การขับเคลื่อนดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือแบบ Triple Helix ระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน โดยแต่ละภาคส่วนต้องทำงานเชื่อมต่อกัน ตั้งแต่การสร้างหลักฐาน การกำหนดกฎระเบียบ การพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการลงทุนและการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด

บทบาทของ FoSTAT จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่ยังเป็น Policy Connector, Industry Voice, Talent Developer และ Innovation Enabler ที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้และศักยภาพของวัตถุดิบไทยให้เป็นนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม และโอกาสทางธุรกิจ พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทยอย่างยั่งยืน

 

ขอขอบคุณ: ข้อมูลจากงานครบรอบ 50th FoSTAT: Positive List for the Future of Food ณ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ในวันที่ 31 ตุลาคม 2569