เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้จัดการประชุมชี้แจงครั้งสำคัญเพื่อวางรากฐานและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับมาตรการกำกับดูแลการแสดงปริมาณโปรตีนบนฉลากอาหารและการโฆษณา โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคในการได้รับข้อมูลโภชนาการที่แม่นยำ พร้อมทั้งส่งเสริมความเป็นธรรมทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการที่รักษามาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์และเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารไทยทั้งในประเทศและตลาดโลก

เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้ระบุถึงกระแสความนิยมในผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนสูงที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยในปี พ.ศ. 2568 ตลาดเครื่องดื่มโปรตีนในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 5,302 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การกล่าวอ้างด้านโปรตีนยังเป็นหนึ่งในข้อมูลทางโภชนาการที่ผู้บริโภคใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มากที่สุด จึงมีความจำเป็นที่ข้อมูลดังกล่าวจะต้องมีความถูกต้องและสามารถตรวจสอบได้ การแสดงข้อมูลโภชนาการที่ถูกต้องจึงไม่เพียงเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภค แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทยในระยะยาว
รากฐานแห่งคุณภาพ: การคัดสรรส่วนประกอบและมาตรฐานการแสดงฉลาก

ก้าวแรกของการผลิตอาหารที่มีมาตรฐานเริ่มต้นที่การเลือกสรรวัตถุดิบ อย. จึงได้จำแนกแหล่งโปรตีนที่ได้รับอนุญาตให้ใช้อย่างชัดเจน ซึ่งครอบคลุมทั้งโปรตีนจากสัตว์แบบดั้งเดิม เช่น นม ไข่ เนื้อไก่ และโปรตีนจากพืช เช่น ถั่ว ข้าว รวมถึง “ผำ” ซึ่งเป็นพืชน้ำที่มีศักยภาพสูง และนวัตกรรมโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) อื่นๆ อาทิ แมลง (จิ้งหรีด) และเห็ดชนิดต่างๆ โดยผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบรายการส่วนประกอบที่อนุญาต (Positive lists) หรือรายการที่ห้ามใช้ (Negative lists) ได้ผ่านระบบฐานข้อมูลออนไลน์เพื่อความถูกต้องก่อนการผลิต โดยในการแสดงบนฉลากนั้น ผลิตภัณฑ์จำเป็นต้องระบุข้อมูลสำคัญให้ครบถ้วนตามกฎหมาย โดยหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากผลิตภัณฑ์ “เครื่องดื่มอกไก่ปั่น” ที่ต้องแสดงข้อมูลต่างๆ เช่น ชื่ออาหาร เลขสารบบอาหาร รายการส่วนประกอบสำคัญตามร้อยละของน้ำหนัก ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร และวันหมดอายุที่ชัดเจน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นไปเพื่อการสื่อสาร แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อประสิทธิภาพในการกำกับดูแลความปลอดภัยของอาหาร
ความแม่นยำเชิงโภชนาการ: หลักเกณฑ์การกล่าวอ้างและการคำนวณ
หัวใจสำคัญของการสื่อสารคุณค่าอาหารคือ ฉลากโภชนาการ ซึ่งถูกบังคับใช้ภายใต้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 445) พ.ศ. 2566 โดยกระบวนการจัดทำฉลากนั้นมีขั้นตอนที่เคร่งครัด เริ่มจากการวิเคราะห์ตัวอย่างอาหารในห้องปฏิบัติการที่ อย. ให้การยอมรับ ก่อนนำผลวิเคราะห์มาคำนวณปริมาณสารอาหารต่อหนึ่งหน่วยบริโภคตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดย อย. ได้พัฒนาโปรแกรมช่วยคำนวณและจัดทำฉลากอัตโนมัติผ่านเว็บไซต์กองอาหาร เพื่อเพิ่มความถูกต้องและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ
สำหรับการกล่าวอ้างปริมาณโปรตีน จะใช้เกณฑ์จากค่าอ้างอิงสารอาหารต่อวันสำหรับคนไทย (Thai RDIs) ซึ่งกำหนดปริมาณโปรตีนแนะนำต่อวันอยู่ที่ 50 กรัมต่อวัน โดยการจัดทำฉลากต้องผ่านกระบวนการตรวจวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน และมีหลักเกณฑ์การปัดตัวเลขที่เคร่งครัด เช่น หากมีโปรตีนตั้งแต่ 1 กรัมขึ้นไปให้ปัดเป็นจำนวนเต็มที่ใกล้เคียงที่สุด สำหรับการกล่าวอ้างปริมาณโปรตีน (Protein Claims) อย. ได้กำหนดเกณฑ์ตัดสินจากค่า Thai RDIs ดังนี้
– “มีโปรตีน” หรือ “เป็นแหล่งของโปรตีน”: ต้องมีโปรตีนไม่น้อยกว่า 10% ของ Thai RDIs (≥ 5 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค)
– “โปรตีนสูง”: ต้องมีโปรตีนไม่น้อยกว่า 20% ของ Thai RDIs (≥ 10 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค)
นอกจากนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารอื่นที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพเกินสมควร หากผลิตภัณฑ์มีการกล่าวอ้างโภชนาการแต่มีปริมาณสารอาหารบางชนิดเกินเกณฑ์ (เช่น น้ำตาล > 13 กรัม หรือโซเดียม > 300 มิลลิกรัม) ต้องแสดงข้อความเตือน (Disclaimer) ควบคู่กับการกล่าวอ้างนั้นด้วยขนาดตัวอักษรที่เห็นได้ชัดเจน เพื่อความโปร่งใสและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค
จริยธรรมในการสื่อสาร: การควบคุมการโฆษณาและบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
มิติสุดท้ายของการกำกับดูแลคือการควบคุมการโฆษณา ซึ่งยึดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 40 และ 41 โดยกำหนดให้การสื่อสารคุณประโยชน์หรือสรรพคุณอาหารต้องได้รับอนุญาตก่อนการเผยแพร่ โดยเฉพาะการกล่าวอ้างทางสุขภาพ (Health Claims) เช่น “โปรตีนมีส่วนช่วยเสริมสร้างและคงสภาพของมวลกล้ามเนื้อ” อย่างไรก็ตาม อย. ได้กำหนด ลักษณะโฆษณาต้องห้าม ไว้อย่างชัดเจนเพื่อป้องกันการหลอกลวง เช่น การใช้บุคลากรทางการแพทย์มารับรองคุณประโยชน์ การเปรียบเทียบหรือทับถมผลิตภัณฑ์ของผู้อื่น การอ้างสรรพคุณในเชิงบำบัด บรรเทา หรือรักษาโรค รวมถึงการสื่อสารที่สื่อถึงการลดน้ำหนัก การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างร่างกาย หรือผลในลักษณะเครื่องสำอาง

นอกจากนี้ อย. ได้เปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการเข้ารับคำปรึกษาและขอคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดทำฉลากและการโฆษณาผ่านระบบ e-consultation เพื่อให้สามารถปรับปรุงข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกต้องก่อนออกสู่ตลาด ลดต้นทุนจากการแก้ไขภายหลัง และเพิ่มความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ อย. จะเพิ่มการเฝ้าระวังด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ควบคู่กับการเฝ้าระวังด้านความปลอดภัยที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว โดยจะมีการสุ่มตรวจสอบปริมาณสารอาหารที่มีการกล่าวอ้างบนฉลาก เช่น ปริมาณโปรตีน เพื่อให้ข้อมูลที่แสดงต่อผู้บริโภคมีความถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้
ทั้งนี้ อย. ต้องการให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดได้อย่างเป็นธรรม ขณะเดียวกัน ยังมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจด้วยความตรงไปตรงมาเพื่อความยั่งยืน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดภายในประเทศและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก







