ในปัจจุบัน สังคมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพที่สำคัญ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เปลี่ยนไปตามวิถีชีวิตสมัยใหม่ ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลระบุว่าสัดส่วนการกินอาหารของคนไทยในปัจจุบันประกอบด้วยอาหารธรรมชาติหรือปรุงจากวัตถุดิบสดร้อยละ 40-50 อาหารแปรรูป (Processed Food) ร้อยละ 20-30 และอาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-Processed Food; UPF) ร้อยละ 15-30 ซึ่งแม้จะยังน้อยกว่าชาวอเมริกันที่บริโภค UPF สูงถึงร้อยละ 50-60 แต่แนวโน้มนี้กำลังสร้างผลกระทบต่อสุขภาวะของประชากรอย่างมีนัยสำคัญ

ระบบการจำแนกประเภทอาหาร (NOVA Classification)
เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในเชิงวิทยาศาสตร์ ระบบการจำแนกอาหารที่เรียกว่า NOVA Classification จึงถูกนำมาใช้ในการแบ่งระดับการแปรรูปอาหารออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
– กลุ่มที่ 1: อาหารที่ไม่แปรรูป หรือแปรรูปน้อย (Unprocessed/Minimally Processed Foods) เช่น เนื้อสัตว์สด ผักผลไม้ ไข่ นมสด และธัญพืช ซึ่งผ่านเพียงการตัดแต่ง แช่เย็น หรืออบแห้ง โดยไม่เติมสารอื่นๆ
– กลุ่มที่ 2: เครื่องปรุงที่ได้จากการแปรรูป (Processed Culinary Ingredients) เช่น น้ำมันพืช เนย น้ำตาล และเกลือ เพื่อใช้ในการปรุงอาหารกลุ่มที่ 1
– กลุ่มที่ 3: อาหารแปรรูป (Processed Foods) เป็นการนำอาหารกลุ่มที่ 1 ผสมกับกลุ่มที่ 2 เช่น ผักผลไม้กระป๋อง เนื้อสัตว์รมควัน หรือขนมปังที่ผลิตด้วยกระบวนการดั้งเดิม
– กลุ่มที่ 4: อาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-Processed Foods; UPF) คือผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมหลายขั้นตอน มักมีส่วนผสมที่ไม่พบในครัวเรือนทั่วไป เช่น สารสกัดโปรตีน (Protein Isolates) สารให้ความหวาน สารแต่งสี กลิ่น และสารคงตัว (Emulsifiers) ตัวอย่างเช่น ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลม อาหารแช่แข็งพร้อมทาน และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป เป็นต้น

วิกฤตสุขภาพ: “The Perfect Storm” และกลไกทางชีววิทยา
สาเหตุที่ UPF ส่งผลเสียต่อสุขภาพนั้นไม่ได้เกิดจากสารอาหารเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสิ่งที่เรียกว่า “The Perfect Storm” หรือสมการสู่วิกฤตสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วย
– ระบบเดิม (Old Wiring): สมองของมนุษย์ถูกวิวัฒนาการมาให้ชอบรสหวาน มัน และเค็ม เพื่อสะสมพลังงานให้รอดชีวิตในยุคขาดแคลน
– ตัวแปรใหม่ (New Environment): การพัฒนาอาหาร UPF ที่ถูกออกแบบมาให้ “อร่อยถูกปากจนหยุดไม่ได้” (Hyper-Palatable) อีกทั้งยังมีราคาย่อมเยา เข้าถึงง่าย และตอบสนองวิถีชีวิตที่ขยับตัวน้อยลง
– ผลลัพธ์: นำไปสู่พฤติกรรมการบริโภคเกินแบบเรื้อรัง (Chronic Overeating)
ในเชิงลึก อาหารเหล่านี้ส่งผลต่อระบบประสาทโดยการกระตุ้นการหลั่งโดพามีนในระดับสูง ซึ่งหากบริโภคต่อเนื่องจะทำให้เกิดสภาวะ Receptor Down Regulation หรือตัวรับโดพามีนลดลง ส่งผลให้เกิดอาการ “ดื้อ” (Tolerance) ทำให้ร่างกายต้องการบริโภค UPF ในปริมาณที่มากขึ้นหรือรสชาติที่จัดจ้านขึ้นเพื่อให้ได้ความรู้สึกมีความสุขเท่าเดิม นอกจากนี้ การศึกษาจากวารสารทางการแพทย์ชั้นนำอย่าง The Lancet ยังชี้ให้เห็นว่า UPF ก่อให้เกิดผลกระทบ “Beyond Nutrients” หรือผลเสียที่นอกเหนือจากปริมาณสารอาหาร ได้แก่
– การทำลายโครงสร้างอาหาร (Food Matrix): ทำให้การย่อยและดูดซึมเร็วเกินไป ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
– การใช้วัตถุเจือปนอาหาร: วัตถุกันเสียหรือสีผสมอาหารบางชนิดอาจรบกวนระบบจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiome)
– ความเร็วในการบริโภค: อาหาร UPF มักรับประทานได้ง่ายและรวดเร็ว ส่งผลให้สัญญาณความอิ่มจากลำไส้ยังไม่ทันส่งไปถึงสมองอย่างเต็มที่
อาหาร UPF กับข้อถกเถียงและข้อจำกัดของระบบ NOVA
แม้ระบบ NOVA จะเป็นที่นิยม แต่ในเชิงวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมยังมีข้อโต้แย้งสำคัญ โดยมองว่า NOVA อาจเป็นเพียง “Symbolism” หรือสัญลักษณ์ที่ขาดความชัดเจนในบางมิติ อาทิ
1. ไม่สะท้อนถึงคุณภาพทางโภชนาการ: การจำแนกตามระดับการแปรรูปอาจทำให้กลุ่มอาหารที่มีสารอาหารต่างกันถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่น ขนมปังโฮลวีตที่เสริมสารอาหาร (Fortified) กับน้ำอัดลม ทั้งคู่ถูกจัดเป็น UPF แม้จะมีคุณประโยชน์ต่างกันมาก
2. ความเข้าใจผิดเรื่องความปลอดภัย: การแปรรูปอาหารมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ คือ เพื่อความปลอดภัย (Safety) ยืดอายุการเก็บรักษา (Preservation) ความสะดวก (Convenience) และการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ (Fortification) ดังนั้น การโจมตีเรื่องการแปรรูปเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ละเลยถึงข้อดีเหล่านี้
3. ความย้อนแย้งของอาหารสุขภาพ: อาหารบางชนิดที่ได้รับตรา “Non-UPF Verified” อาจไม่ได้มีสุขภาพดีเสมอไป เช่น พิซซ่าหรือซุปกระป๋องบางยี่ห้อที่แม้จะใช้ส่วนผสมธรรมชาติ แต่ก็ยังมีโซเดียมหรือไขมันอิ่มตัวสูงมาก
ในระดับสากล องค์กรระดับโลกอย่าง WHO และหน่วยงานอย่าง Codex กำลังเร่งพัฒนาแนวทางการบริโภค UPF และกำหนดนิยามที่เป็นมาตรฐานสากลภายในปี พ.ศ. 2569 เพื่อให้แต่ละประเทศนำไปปรับใช้ในคู่มือการบริโภคอาหาร (Food-Based Dietary Guidelines; FBDG) ของตนเอง
แนวทางร่วมกันเพื่อสังคมไทย: จากวิทยาศาสตร์สู่การปฏิบัติ
เพื่อให้สังคมไทยก้าวข้ามวิกฤต NCDs ได้อย่างยั่งยืน แหล่งข้อมูลได้นำเสนอแนวทางแบบองค์รวมที่เรียกว่า “สมการแบบองค์รวมเพื่อสุขภาพในโลกยุคใหม่” ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก ดังนี้
1. การปรับสูตร (Reformulation): ภาคอุตสาหกรรมต้องรับผิดชอบในการซ่อมแซม Food Matrix และปรับปรุงคุณภาพโภชนาการ เช่น ลดพลังงาน เพิ่มไฟเบอร์ และใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการผลิต เป็นต้น
2. การเปลี่ยนสภาพแวดล้อม (Environment Change): การใช้นโยบายภาครัฐ เช่น ภาษี HFSS (ภาษีที่เรียกเก็บจากอาหารที่มีน้ำตาล ไขมัน และโซเดียมสูง) การติดฉลากหน้าบรรจุภัณฑ์ (Front-of-pack Labeling) และการจำกัดการตลาดสำหรับเด็ก
3. การให้ความรู้ (Knowledge & Nudges): มุ่งเน้นการปรับพฤติกรรมในหน่วยบริโภคที่เล็กลง (Portion control) และการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
กรณีศึกษา: นวัตกรรมอาหารที่สอดคล้องกับหลักชีววิทยา
การสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารถือเป็นกุญแจสำคัญอีกประการหนึ่ง แทนที่จะมุ่งจำกัดหรือบังคับให้ผู้บริโภคเลิกรับประทานสิ่งที่ชื่นชอบ ควรเปลี่ยนแนวคิดมาเป็นการ “ออกแบบสิ่งที่ชอบให้สอดคล้องกับการทำงานของสมองและระบบเมตาบอลิซึม” เพื่อให้ทั้งความอร่อยและสุขภาพสามารถไปด้วยกันได้ เช่น
– ข้าวบุก (Konjac Rice): การผสมบุกในข้าวเพื่อเพิ่มใยอาหารและลดพลังงาน แต่ยังคงรักษาสัมผัสของการรับประทานข้าวไว้ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีความสุขและอิ่มท้องนานขึ้น
– เส้นไข่ขาว (Egg White Noodles): การปรับเปลี่ยน Macronutrient ให้เป็นโปรตีนสูงและคาร์โบไฮเดรตต่ำ ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องควบคุมน้ำตาลหรือผู้ป่วยโรคไต
บทสรุปเรื่อง UPF สำหรับสังคมไทย
การจัดการปัญหา UPF และ NCDs ไม่ใช่การเลือกข้างระหว่าง “การไม่แปรรูป” กับ “อุตสาหกรรม” แต่เป็นการหาจุดร่วมบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ โดยต้องมองอย่างรอบด้าน (Holistic Approach) พิจารณาทั้ง องค์ประกอบทางโภชนาการ ปริมาณการบริโภค และบริบทของอาหารโดยรวม ซึ่งหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงคือการนำหลัก Lifestyle Medicine (LM) มาใช้ผ่านการ Coaching ทั้ง 6 เสาหลัก ได้แก่ โภชนาการ การเคลื่อนไหว การนอน การจัดการความเครียด การลดความเสี่ยง และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม โดยเปลี่ยนจากการสื่อสารด้วย “ความกลัว” ที่อาจก่อให้เกิดแรงต้าน มาเป็นการสร้าง “ทางเลือกที่อร่อย สะดวก และดีต่อสุขภาพ” ให้กลายเป็นค่าเริ่มต้น (Default) ของสังคม เพื่อยกระดับช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีของคนไทยอย่างยั่งยืน

ขอบคุณข้อมูลจากงานสัมมนา “Ultra-Processed Food กับ NCDs: ความเข้าใจบนพื้นฐานวิทยาศาสตร์ สู่แนวทางร่วมกันเพื่อประโยชน์ของสังคมไทย” จัดโดย FoSTAT เมื่อวันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569 ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 16 อาคารซีพี ออลล์ อคาเดมี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์







