Skip to main content
T_SAMYANG0126
T_GNT0126
THAICARGOEXPO1025
T_OHAUS
T_Interpack26
T_VEGA
News

สสว. – สถาบันอาหาร เร่งอัดฉีด SMEs จาก 2 โครงการใหญ่ หนุนกิจกรรมทดสอบตลาด-จับคู่ธุรกิจในงานท่องกินอาหารท้องถิ่น…สุดฟินกับอาหารแห่งอนาคต (Future Food)

สสว. จับมือสถาบันอาหาร จัดกิจกรรมทดสอบตลาดและเจรจาจับคู่ธุรกิจ ท่องกินอาหารท้องถิ่น…สุดฟินกับอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ผนึก 2 โครงการใหญ่ไว้ในงานเดียว นำทัพผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารอนาคต 23 กิจการ จาก 8 จังหวัดภาคอีสาน  ภายใต้โครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ และกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงอาหารอีก 31 กิจการ ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มศักยภาพสู่ตลาดสากล ตั้งเป้าจับคู่ธุรกิจได้ไม่ต่ำกว่า 20 คู่ สร้างมูลค่าการซื้อขายได้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท ในงานจำหน่ายสินค้าระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม

 

นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เผยว่า สสว. ได้ร่วมกับสถาบันอาหาร ดำเนินโครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ (Early Stage) ปี 2563 ในการผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการใหม่ ซึ่ง สสว. ได้ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นการพัฒนาผู้ประกอบการให้มีความแข็งแรงในการจัดตั้งธุรกิจให้ยั่งยืนได้ในระยะยาว และได้คัดเลือกผู้ประกอบการ SME ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารอนาคต หรือ Future Food ได้แก่ อาหารเกษตรอินทรีย์และออร์แกนิก  อาหารเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาหารทางการแพทย์ และอาหารที่ผลิตขึ้นใหม่ทางนวัตกรรม ให้เข้าร่วมจำนวน 600 ราย จากพื้นที่เป้าหมาย 8 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด และยโสธร ทั้งนี้ ตั้งเป้าให้ผู้ประกอบการได้รับการพัฒนาแนวคิดในการสร้างธุรกิจ จำนวน 600 ราย และมีผู้ประกอบการได้รับการปรึกษาแนะนำเชิงลึก สามารถทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หรือยอดขายเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 5  และมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือมีแนวคิดในการทำธุรกิจ รวมจำนวน 220 ราย เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยรวมไม่น้อยกว่า 24 ล้านบาท

 

“โครงการฯ มุ่งเน้นในการพัฒนาและผลักดันให้ผู้ประกอบการใหม่ค้นหาวัตถุดิบในท้องถิ่นที่มีคุณภาพและดีต่อสุขภาพ นำมาแปรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเน้นให้เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารอนาคต หรือ Future Food ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลกที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัย  โดยในการจัดงานครั้งนี้ได้คัดเลือกผลิตภัณฑ์เข้าร่วมงานรวม 23 กิจการ เช่น น้ำมันรำข้าวออร์แกนิก จากจังหวัดศรีสะเกษ ชาใบข้าวออร์แกนิก จากจังหวัดร้อยเอ็ด  และข้าวถั่วงา จากจังหวัดยโสธร เป็นต้น ซึ่งแต่ละผลิตภัณฑ์เป็นการพัฒนาตามความต้องการของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง ในบางผลิตภัณฑ์จึงยังเป็นการพัฒนาขั้นต้น โดยคำนึงถึงขีดความสามารถผู้ประกอบการแต่ละราย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีผู้ประกอบการที่มองเห็นโอกาสทางการตลาด มีความสนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ขึ้น เช่น การใช้น้ำมันรำข้าวออร์แกนิก จากจังหวัดศรีสะเกษ ที่มีคุณสมบัติช่วยควบคุมไขมันและคอเลสเตอรอลในเลือด มารวมกับงาดำออร์แกนิก จากจังหวัดยโสธร ที่มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดข้ออักเสบรูมาตอยด์ เพื่อเสริมคุณค่าในการดูแลสุขภาพมากขึ้นในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ หรือ Functional Food ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ได้อีกแนวทางหนึ่ง นอกเหนือไปจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารเกษตรอินทรีย์ที่เป็นจุดแข็งอยู่แล้ว ทาง สสว. ก็จะได้ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการในการดำเนินโครงการในปีต่อๆ ไป”

ผู้อำนวยการ สสว. เผยอีกว่า สำหรับโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มศักยภาพสู่ตลาดสากล (Product Development) ปี 2563 มีแนวคิดในการพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจในภาคการผลิตและภาคบริการให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ ซึ่งมีอัตลักษณ์ความโดดเด่นในแต่ละพื้นที่ โดยการพัฒนาธุรกิจในท้องถิ่นชุมชนให้ยังคงมีวัฒนธรรมท้องถิ่น ยกระดับผู้ประกอบการภาคการค้าและภาคบริการให้สร้างมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์และนวัตกรรมตรงตามความต้องการของตลาด ภายใต้แนวคิด “Gastronomy Tourism (การท่องเที่ยวเชิงอาหาร)”

 

“ในปี 2563 สสว. มีเป้าหมายพัฒนาผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชน กลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Industry) ได้แก่ กลุ่มอาหารและท่องเที่ยว กลุ่ม Digital Content และกลุ่ม Health Care Service จำนวน 250 กิจการ ดำเนินการในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดปราจีนบุรีมีจุดเด่นเรื่องสมุนไพรและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร จังหวัดพัทลุงมีจุดเด่นเรื่องข้าวสังข์หยดและการท่องเที่ยงเชิงธรรมชาติ และจังหวัดสงขลา อำเภอสทิงพระ อำเภอสิงหนคร อำเภอกระแสสินธุ์ มีจุดเด่นเรื่องตาลโตนด เป็นต้น ที่มาร่วมออกบูธในครั้งนี้มีจำนวน 31 กิจการ นำผลิตภัณฑ์มาจำหน่ายหลากหลายชนิด เช่น ไข่เค็มสมุนไพรพอกใบเตย โดยวิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านหนองไฮ  และโคมไฟสานจากสุ่มไก่แม่หมูบิน โดยวิสาหกิจชุมชนสุ่มไก่แม่หมูบิน จากจังหวัดปราจีนบุรี ข้าวกล้องสังข์หยดแห้งชงดื่ม โดยวิสาหกิจชุมชนข้าวซ้อมมือควนปอม และชาดอกกาแฟอาราบิก้าภาคใต้ โดยวิสาหกิจชุมชนไร่กาแฟภูบรรทัด จากจังหวัดพัทลุง นวดแผนไทย/ยาสมุนไพร/สบู่ลูกโหนด/กระเป๋าสาน  โดยวิสาหกิจชุมชนชาสมุนไพร และไข่ครอบแฝดสยาม/กุ้งต้มน้ำผึ้ง/ปลากรอบขมิ้น โดยวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทะเลสาบสงขลา จากจังหวัดสงขลา เป็นต้น

 

นายวีระพงศ์ กล่าวต่อว่า การนำผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมทดสอบตลาดและเจรจาจับคู่ธุรกิจ(Business Matching) ภายในงานท่องกินอาหารท้องถิ่น…สุดฟินกับอาหารแห่งอนาคต (Future Food)  ในครั้งนี้ สสว. คาดว่าจะเกิดการจับคู่ธุรกิจรวมกันไม่น้อยกว่า 20 คู่ และเกิดมูลค่าคำสั่งซื้อรวมกันไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท โดยทั้ง 2 โครงการฯ ได้คัดเลือกสินค้าที่ผ่านการยกระดับทั้งในด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์มาร่วมออกบูธรวม 54 กิจการ

 

นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า สถาบันอาหารได้รับมอบหมายให้ดำเนินงานเป็นที่ปรึกษา 2 โครงการฯ ดังกล่าว โดยจัดหาวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษา สำหรับให้ความรู้และให้คำแนะนำด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปสินค้าแก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ได้รับองค์ความรู้ผ่านการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสม ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่วัตถุดิบการเกษตรได้สูงสุด

 

“สถาบันอาหารให้ความสำคัญกับการสนับสนุน SME ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อาหารถิ่นของตนเองสู่ตลาดสากล โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เข้าสู่ตลาดอาหารอนาคต หรือ Future Food เนื่องจากทุกวันนี้ผู้คนห่วงใยสุขภาพมากขึ้น SME ควรใช้จุดแข็งที่มีความคล่องตัว และปรับเปลี่ยนตัวเองได้เร็วเข้าสู่ตลาดนี้ เช่น อาหารสร้างภูมิต้านทานโรค อาหารเพื่อการชะลอวัย อาหารสำหรับผู้สูงอายุหรือทารก นอกจากนี้ยังมีอาหารสำหรับคนที่เป็นโรคต่างๆ อย่างโรคที่เกี่ยวข้องกับไต ตับ คอเลสเตอรอลสูง เช่น อาหารแคลอรีต่ำ ปราศจากน้ำตาล เป็นต้น โดยควรคำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้รับทั้งด้านสุขภาพและบริโภคได้โดยสะดวก เป็นสินค้ากลุ่ม Ready-to-Eat, Ready-to-Cook ที่พร้อมรับประทาน พร้อมปรุง ผู้ประกอบการควรลองนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มมูลค่า ใช้นวัตกรรมเข้าไปช่วยถนอมอาหาร รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ต้องมีความสวยงาม มีข้อมูลโภชนาการครบถ้วน แข็งแรงแน่นหนาพอสมควร เวลาขนส่งไปไหน กล่องต้องไม่บุบ และรักษาสภาพอาหารข้างในไว้ได้ และอาจต้องคำนึงถึงบรรจุภัณฑ์ที่เป็นแพ็คใหญ่ เพราะผู้บริโภคคงไม่ได้ออกมานอกบ้านบ่อยๆ เหมือนสมัยก่อน”