Skip to main content
T_SAMYANG0126
T_GNT0126
THAICARGOEXPO1025
T_OHAUS
T_Interpack26
T_VEGA
Roadmap

Roadmap Functional F&B Edition 2020

Post Show – Food Focus Thailand Roadmap: Functional F&B Edition
Monday 10 Aug 2020 @ Jupiter Room 4-7, IMPACT, Muang Thong Thani

ผู้บริโภคยุคนี้ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ เน้นการสรรหาอาหารที่มีประโยชน์ จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มฟังก์ชัน ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมสุขภาพจะเป็นกระแสที่มาแรงทั่วโลก สอดคล้องกับข้อมูลจาก Grand View Research, Inc. ที่คาดว่าตลาดผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชันจะแตะยอด 275.77 พันล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี ค.ศ.2025

ฟู้ด โฟกัส ไทยแลนด์ ต้อนรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเข้าสู่งานสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มตอบโจทย์คนรักสุขภาพ ร่วมเรียนรู้ความต้องการของผู้บริโภค ปัจจัยที่ท้าทาย กฎระเบียบ กลยุทธ์ด้านการตลาด และอีกหลากหลายประเด็น

บทบาทของโภชนาการในยุค 4.0
ในอดีต บทบาทขององค์ความรู้ด้านโภชนาการเป็นการแก้ไขปัญหาทุพโภชนาการ ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดขึ้นจากการรับประทานอาหารไม่สมดุล โดยอาจมีสารอาหารบางอย่างได้รับไม่เพียงพอ เกิน หรือผิดสัดส่วน ส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางโภชนาการต่างๆ แต่ในปัจจุบันและอนาคต เราจะพบว่าองค์ความรู้ด้านโภชนาการมุ่งเน้นไปในเรื่องของโภชนาการเฉพาะบุคคล หรือ Personalized Nutrition ที่นำเอาความรู้ด้าน Nutrigenomics และ Metabolomics มาประยุกต์ใช้

เมกะเทรนด์ของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
6 ปัจจัยหลักที่มีส่วนขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในอีก 10 ปีข้างหน้า ได้แก่

1) Economic Power Shift: ในอดีต สามประเทศหลักๆ ที่เป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คงหนีไม่พ้นกลุ่มสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา แต่การคาดการณ์ในปี ค.ศ.2030 พบว่า สามประเทศหลักที่จะเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือ จีน (18%) สหรัฐอเมริกา (10.1%) และอินเดีย (6.3%)

2) Demographic Change: จำนวนประชากรที่อาศัยในเมืองจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 1.731 พันล้านคน หรือคิดเป็น 39% ของประชากรโลก ในปี ค.ศ.1980 กลายเป็น 66% หรือประมาณ 6.419 พันล้านคน ในปี ค.ศ.2050

3) Sync with Technology: เห็นได้ชัดแล้วว่าเทคโนโลยี AI ตลอดจน IoTs เข้ามามีบทบาทถึงระดับครัวเรือน โดยในปี ค.ศ.2019 ยอดซื้อขายผ่านทางออนไลน์ เติบโตขึ้นมากกว่า 70% ทั่วโลกเลยทีเดียว

4) Planetary & Communal Awareness: ต่างเริ่มมีความตระหนักเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังจะเห็นได้จากมาตรการทางการค้าที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ Water footprint (เช่น การผลิตแอปเปิ้ล 1 กิโลกรัม ใช้น้ำ 700 ลิตร ส่วนการผลิตเนื้อวัว 1 กิโลกรัม ใช้น้ำถึง 15,500 ลิตร) ตลอดจน Carbon footprint และการให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียน พลังงานทดแทน เป็นต้น

5) Change in Value: ผู้บริโภคยุคนี้ให้ความสำคัญกับ “คุณค่า” มากขึ้น โดย 72% ของผู้บริโภคมิลเลนเนียล เปิดโอกาสทดลองสินค้าและบริการใหม่ๆ นอกจากนี้ 47% ของพวกเขายังเต็มใจที่จะจ่ายเงินซื้อสินค้าที่ช่วยประหยัดเวลาได้มากขึ้นอีกด้วย

6) Crisis/Pandemic: แน่นอนว่าสถานการณ์โรคระบาดต่างๆ ส่งผลกับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เราจะเห็นว่าผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป อย่างอาหารแช่แข็ง และอาหารที่สามารถเก็บรักษาในอุณหภูมิห้อง สามารถตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี