Skip to main content
T_SAMYANG0126
T_GNT0126
THAICARGOEXPO1025
T_OHAUS
T_Interpack26
T_VEGA
Roadmap

Roadmap Bev Trend & Tech Edition 2025

Food Focus Thailand Roadmap 2025: Bev Trend & Tech Edition
5 August 2025 @ Jupiter Room 4-7, Challenger Hall, IMPACT
Quenching Innovation: The Evolution of Beverages


งาน Food Focus Thailand Roadmap 2025: Bev Trend & Tech Edition ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “Quenching Innovation: The Evolution of Beverages” รวบรวมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา มาร่วมวิเคราะห์แนวโน้มและเทคโนโลยีแห่งอนาคตของอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสองค์ความรู้จากเวทีสัมมนา 2 Tracks ที่เต็มไปด้วยประเด็นสำคัญ พร้อมกิจกรรม Innovation Tour ที่พาผู้ร่วมงานเข้าเยี่ยมชมส่วนผสม โซลูชัน และเทคโนโลยีที่น่าสนใจ พร้อมแนวคิดการประยุกต์ใช้งานจริง อีกทั้งยังได้ชิมเครื่องดื่มที่กำลังเป็นเทรนด์ในปัจจุบันอีกด้วย

หนึ่งในสาระสำคัญจากงานนี้ ได้ชี้ให้เห็นว่า “อนาคตของตลาดเครื่องดื่ม” ไม่ได้ขับเคลื่อนเพียงรสชาติหรือราคา แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้านที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้น ได้แก่ สุขภาพ ความสะดวก ความยั่งยืน และความพรีเมียม เทรนด์เหล่านี้ปรากฏในรูปแบบต่าง ๆ เช่น Functional Drinks, Non-Alcoholic Beverages, Premium and Craft Beverages รวมถึง Sustainable Packaging ซึ่งแต่ละเทรนด์ตอบสนองต่อพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเครื่องดื่มก็ได้มีการปรับตัวด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ เช่น การใช้เซนเซอร์และระบบอัตโนมัติ AI ในการควบคุมคุณภาพ เทคโนโลยีการกรองขั้นสูง และการผลิตแบบ Small Batch ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

คุณเมธา จารัตนากร จากบริษัท ซีไอพี แวลู จำกัด กล่าวว่า การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจเครื่องดื่มเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะนอกจากจะขยายฐานลูกค้าไปสู่ตลาดที่มีขนาดใหญ่กว่า ช่วยสร้างโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต เมื่อสินค้าได้รับการยอมรับในระดับโลก ก็จะยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค อีกทั้งยังสามารถใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อีกด้วย

คุณ Ankur Jain จาก Brenntag Ingredients (India) Private Limited ได้กล่าวถึงแนวทางการปรับปรุงสูตรโกโก้ให้เหมาะสมที่สุดเพื่อรับมือกับความท้าทายด้านอุปทานและอุปสงค์ผ่านกลยุทธ์ต่างๆ เช่น การลดปริมาณโกโก้ การใช้สารทดแทนโกโก้ การใช้ส่วนผสมเชิงหน้าที่ เช่น โปรตีนหรือคอลลาเจนในการปรับปรุงประสิทธิภาพสูตร รวมถึงการใช้ประโยชน์จากผลพลอยได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าโดยรวมและลดต้นทุน

รศ.ดร. กฤษกมล ณ จอม จากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กล่าวถึงการใช้สีผสมอาหารในชาไทยและชาเขียว โดยชาไทยมักใช้สีผสมอาหารอย่าง “Sunset Yellow” และ “Ponceau” ซึ่งเป็นสีส้มและสีเหลืองอ่อน เพื่อสร้างสีส้มที่เป็นเอกลักษณ์และดึงดูดผู้บริโภค ส่วนชาเขียวจะใช้สี “Tartrazine” (สีเหลือง) และ “Brilliant Blue” (สีน้ำเงิน) ผสมกันเพื่อให้ได้สีเขียวมรกต สีผสมอาหารเหล่านี้ต้องมีความเข้มข้นที่เหมาะสมเพื่อให้ผลิตภัณฑ์น่ารับประทาน ทั้งนี้ ข้อกำหนดในการใช้สีผสมอาหารระบุว่าปริมาณความเข้มข้นของสีไม่ควรเกิน 100 มิลลิกรัมต่อลิตร หากใช้หลายสีผสมกัน ต้องรวมปริมาณทั้งหมดให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้ สำหรับสีธรรมชาติอย่างคลอโรฟิลล์สามารถใช้ทดแทนได้โดยไม่มีการจำกัดปริมาณอย่างเข้มงวด แต่ก็ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม

รศ.ดร. อินทาวุธ สรรพวรสถิตย์ จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการใช้ ‘Hybrid Flavor’ คือการรวมกันของกลิ่นและรสชาติจากหลายส่วนผสม ซึ่งเกิดจากการผสมผสานระหว่างส่วนผสมเดิมกับส่วนผสมใหม่ หรือการรวมรสชาติและกลิ่นจากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน ซึ่งต้องคำนึงถึงความเข้ากันของส่วนผสมต่างๆ อย่างเหมาะสม สำหรับตลาดเครื่องดื่มปัจจุบัน ถือว่าไฮบริดเฟลเวอร์มีบทบาทสำคัญ เนื่องจากผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสนใจเครื่องดื่มที่มีความหลากหลายและโดดเด่น โดยเฉพาะกลุ่มที่ใส่ใจสุขภาพและความเป็นเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ การเติบโตของตลาดเครื่องดื่ม‘Hybrid Flavor’ คาดว่าจะสูงขึ้น โดยมีอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 6.2 ต่อปี จนถึงปี พ.ศ. 2573

ดร. จิรสิน ขุนทองแก้ว จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำเสนอการพัฒนาสายพันธุ์ยีสต์เพื่อเพิ่มการสร้างสารให้กลิ่นในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยใช้วิธีการคัดเลือกสายพันธุ์แบบ conventional breeding ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงพันธุกรรม (Non-GMO) เพื่อตอบโจทย์ข้อจำกัดของอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม กระบวนการนี้ช่วยคัดเลือกยีสต์ที่สามารถผลิตสารให้กลิ่นได้มากกว่าสายพันธุ์ทั่วไป โดยสารสำคัญที่ได้คือ เอทิลอะซิเตท (ethyl acetate) ให้กลิ่นแอปเปิ้ล และ ไอโซแอมิลอะซิเตท (isoamyl acetate) ให้กลิ่นกล้วย ผลการทดลองชี้ว่าสายพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นสามารถสร้างสารให้กลิ่นได้สูงถึง 207 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือมากกว่าสายพันธุ์ทั่วไปถึง 10 เท่า

ปิดท้าย Track 1 ด้วยการเสวนาจากผู้ประกอบการเครื่องดื่มสปาร์กลิ้งที่กำลังเป็นที่นิยมในปีนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ ทั้งเครื่องดื่มโปรตีนโซดา เครื่องดื่มคอมบูชา และเครื่องดื่มสมุนไพร ซึ่งถูกพัฒนาเป็นเครื่องดื่มอัดลมบรรจุกระป๋อง ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคกลุ่มรักสุขภาพและเพิ่มความสะดวกในการดื่มอีกด้วย

มาต่อกันที่ Track 2 ที่ได้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องดื่มเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต โดย รศ.ดร. ปิติยา กมลพัฒนะ จากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวคือเทคโนโลยีการผลิตเครื่องดื่มยุคใหม่แบ่งออกเป็น Thermal Processing (ใช้ความร้อน) เช่น Ohmic heating (ให้ความร้อนจากภายในด้วยไฟฟ้า) และ Microwave heating (ไมโครเวฟแบบต่อเนื่อง) ขณะที่ Non-Thermal Processing (ไม่ใช้ความร้อน) เช่น High Pressure Processing (HPP) ด้วยแรงดัน 100–800 MPa เพื่อรักษาคุณภาพและสารอาหาร เช่น น้ำผลไม้ cold-pressed, Pulsed Electric Field (PEF) ซึ่งใช้กระแสไฟฟ้าแรงสูงช่วงสั้น และทำลายจุลินทรีย์โดยไม่กระทบคุณภาพ UV / Pulsed Light (UV/PL) ใช้แสงฆ่าเชื้อบนผิว เหมาะกับน้ำผลไม้ น้ำมะพร้าว นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น Membrane filtration และ Cold plasma ที่อยู่ระหว่างการวิจัย

เทคโนโลยี AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ด้วยการนำโซลูชันอัจฉริยะมาช่วยให้กระบวนการผลิตเป็นไปอย่างอัตโนมัติและราบรื่นไร้สะดุด พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน คุณศิริชัย สุพะศิริ จากบริษัท วีก้า อินสตรูเมนท์ จำกัด ได้กล่าวถึง การผสานเทคโนโลยีเซนเซอร์อัจฉริยะที่ช่วยเสริมระบบการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ลดการหยุดชะงักของสายการผลิต และเพิ่มความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณวรปัญญา สุธานุภาพวุฒิ คณะกรรมการ EHEDG ประจำประเทศไทย ได้กล่าวถึงแนวทางการออกแบบอย่างสุขลักษณะ เพื่อความสะอาดที่เข้าถึงทุกจุดได้ง่าย ลดเวลา และทรัพยากรในการทำความสะอาด รวมถึงการเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม เช่น วัสดุไม่พรุน ทนการกัดกร่อน และทำความสะอาดง่าย นอกจากนี้ ควรมีการออกแบบเพื่อลดการปนเปื้อน โดยลดรอยต่อ ซอกหลืบ และพื้นที่ที่เศษตกค้าง ซึ่งต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลัก ได้แก่ ความเรียบง่าย การเข้าถึงง่าย และการบำรุงรักษาที่สะดวก สำหรับความท้าทายในการนำ Hygienic Design ไปใช้ในโรงงาน นั่นคือ แรงต้านจากวัฒนธรรมองค์กร ต้นทุนเริ่มต้นสูง และข้อจำกัดด้านเทคนิค

รศ.ดร. ธัญญารัตน์ จิญกาญจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคยู อะโกร อินดัสทรี จำกัด ได้นำเสนอแนวโน้มและข้อปฏิบัติด้านบรรจุภัณฑ์ในธุรกิจเครื่องดื่มที่กำลังมุ่งสู่ความยั่งยืน เช่น การลดขยะบรรจุภัณฑ์ทำได้โดยลดน้ำหนักและปริมาตร รวมถึงจำกัดการใช้วัสดุที่รีไซเคิลได้ยาก นอกจากนี้ ควรมีการเพิ่มสัดส่วนพลาสติกรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์ใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาวัสดุใหม่ และออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้รองรับการใช้ซ้ำ นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงกฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์ของทางยุโรปซึ่งผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงนี้

คุณทัชช วสุกุลเกษมธร จาก Suntar Environmental Technology Pte Ltd. กล่าวถึงเทคโนโลยีเมมเบรนซึ่งเป็นนวัตกรรมสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และรักษามาตรฐานความปลอดภัยของเครื่องดื่ม โดยประเภทเทคโนโลยีเมมเบรนแบ่งออกเป็น Ceramic membrane ซึ่งเหมาะกับงานที่ต้องการความทนทานสูงและสภาพแวดล้อมรุนแรง รวมถึง Spiral-wound membrane ซึ่งใช้สำหรับการแยกและทำให้เข้มข้น เช่น ผลิตน้ำตาล นม ยา และการแยกเกลือ รวมถึงใช้ในงานบำบัดน้ำและน้ำเสียได้อีกด้วย

ช่วงสุดท้ายของ Track 2 เป็นช่วงเสวนาของผู้ประกอบการที่แชร์กรณีความสำเร็จในการขับเคลื่อนธุรกิจเครื่องดื่มสู่ความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการปรับใช้บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อประหยัดต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ยังมีการต่อยอดของเหลือทิ้งจากการผลิต สะท้อนถึงการสร้างวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนและเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรอย่างครบวงจร

ขอขอบคุณข้อมูลจาก คุณเชิดศักดิ์ คมนา ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร




สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: คุณชาลินี 08 6368 0506 , 09 4919 463602-192-9598