Skip to main content
T_SAMYANG0126
T_GNT0126
THAICARGOEXPO1025
T_OHAUS
T_Interpack26
T_VEGA

What's In

The Benefits of Enzymes for Sustainable Gelatine Extraction and Collagen Peptide Production
What's In

The Benefits of Enzymes for Sustainable Gelatine Extraction and Collagen Peptide Production

ประโยชน์ของเอนไซม์สําหรับการผลิตเจลาตินและคอลลาเจนเปปไทด์อย่างยั่งยืน การลดขยะอาหารและการผลิตส่วนผสมที่มีคุณค่า เช่น เจลาตินและคอลลาเจนเปปไทด์ สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้โดยการนําผลพลอยได้จากการผลิตเนื้อสัตว์และปลา เช่น หนัง กระดูก ผิวหนัง และเกล็ดปลา ที่มักถูกมองว่าเป็นของเสียในกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์กลับมาใช้เพื่อผลิตเป็นเจลาตินและคอลลาเจนเปปไทด์ซึ่งนิยมนำมาใช้เป็นส่วนผสมฟังก์ชันในอาหาร เครื่องสําอาง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ กระบวนการเหล่านี้มีส่วนช่วยในการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนจากการนำทุกชิ้นส่วนของสัตว์มาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนับเป็นการเชื่อมโยงแนวทางการลดขยะอาหารกับการพัฒนานวัตกรรมส่วนผสมที่ช่วยเพิ่มคุณค่าในด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว การประยุกต์ใช้เอนไซม์ในการสกัดเจลาติน เพื่อกระบวนการผลิตที่ดีและยั่งยืนกว่า โดยทั่วไป การเตรียมวัตถุดิบสําหรับการสกัดเจลาตินจําเป็นต้องใช้สารเคมีที่รุนแรงและใช้พลังงานสูงเพื่อเพิ่มความสามารถในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของคอลลาเจนที่มีความซับซ้อน อย่างไรก็ตาม การใช้เอนไซม์ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางชีวภาพที่สามารถเลือกสลายพันธะของโมเลกุลได้อย่างจำเพาะจะช่วยลดความจําเป็นในการใช้สารเคมีที่รุนแรง และช่วยให้กระบวนการผลิตมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ประโยชน์ของการสกัดเจลาตินโดยใช้เอนไซม์ร่วม 1. ลดการใช้สารเคมี 2. เพิ่มผลผลิตและคุณภาพของเจลาตินให้สูงขึ้น 3. เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เอนไซม์: ยกระดับการผลิตเปปไทด์ที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพได้อย่างจำเพาะ โดยทั่วไป ผู้ผลิตคอลลาเจนเปปไทด์จะกําหนดการกระจายน้ำหนักโมเลกุลที่เฉพาะเจาะจง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ให้ออกฤทธิ์ได้ตรงตามความต้องการสำหรับประโยชน์ทางด้านสุขภาพและความงามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยทางการแพทย์ โดยพบว่ามีเพียงเอนไซม์เท่านั้นที่สามารถควบคุมขั้นตอนการไฮโดรไลซิสได้อย่างแม่นยํา ทั้งนี้ การผลิตคอลลาเจนเปปไทด์ด้วยเอนไซม์จะมีหลักการเดียวกัน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับชนิดของวัตถุดิบที่ใช้ กล่าวคือ เอนไซม์โปรตีเอสจะถูกเติมลงไปทันทีหลังขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบล่วงหน้า หรือเติมลงในคอลลาเจนหรือเจลาตินที่ถูกสกัดออกมา การคัดเลือกโปรตีเอสที่เหมาะสมสําหรับการผลิตคอลลาเจนเปปไทด์ 1.การควบคุมน้ำหนักโมเลกุลที่แม่นยํา 2.ค่ากิจกรรมจําเพาะของเอนไซม์สูง 3.ความสะดวกต่อการใช้งานและการควบคุมกระบวนการ By: Thet Htun Oo Technical Service Manager Proteins, ASPAC AB […]

Rapid Freezer: New Freezing Technology Changing the Concept of Conventional Freezing
What's In

Rapid Freezer: New Freezing Technology Changing the Concept of Conventional Freezing

เทคโนโลยีแช่แข็งแบบเร่งด่วนคุณภาพสูงที่เปลี่ยนแนวคิดของการแช่แข็งแบบเดิม “การแช่แข็งแบบเร่งด่วน (Rapid Freezer)” เป็นการแช่แข็งด้วยสารทำความเย็น (Refrigerant) ที่เป็นของเหลวแช่แข็งชนิดพิเศษที่มีอุณหภูมิต่ำถึง -30°C ซึ่งทำให้สามารถแช่แข็งอาหารได้โดยไม่ลดทอนคุณภาพ และยังสามารถแช่แข็งอาหารได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากของเหลวมีค่าการนำความร้อนมากกว่าก๊าซ (อากาศ) ที่ใช้ในตู้แช่แข็งทั่วไปประมาณ 20 เท่า สำหรับกระบวนการแช่แข็ง อาหารจะเริ่มเกิดการแข็งตัวที่อุณหภูมิ -1°C และจะแช่แข็งเกือบสมบูรณ์ ณ อุณหภูมิ -5°C ดังนั้น หากช่วงที่ผ่านโซนของการเกิดผลึกน้ำแข็งสูงสุด (ช่วงอุณหภูมิที่ผลึกน้ำแข็งก่อตัว) มีการใช้ระยะเวลานานเช่นเดียวกับการแช่แข็งแบบทั่วไป จะส่งผลให้ผลึกน้ำแข็งมีขนาดใหญ่ขึ้นและสามารถทำลายผนังเซลล์อาหารได้ ในทางกลับกันการแช่แข็งแบบเร่งด่วนจะสามารถแช่แข็งอาหารได้อย่างรวดเร็ว โดยผ่านโซนการก่อตัวของผลึกน้ำแข็งสูงสุดอย่างรวดเร็วเช่นกัน จึงทำให้ผลึกน้ำแข็งที่เกิดขึ้นมีขนาดเล็กและสามารถแช่แข็งได้โดยไม่ทำลายผนังของเซลล์อาหาร รวมถึงลดการสูญเสียเนื้อสัมผัสของอาหารในระหว่างการแช่แข็งด้วย ซึ่งเป็นการรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไว้ได้ในลักษณะเดียวกันกับช่วงก่อนการแช่แข็งแม้ผ่านกระบวนการละลายน้ำแข็งแล้วก็ตาม ลดการสูญเสียน้ำจากการละลายน้ำแข็ง จากการนำอาหารที่ผ่านการแช่แข็งแบบเร่งด่วน เช่น เนื้อปลาและเนื้อวัวมาทำการละลายน้ำแข็ง จะพบว่าการแช่แข็งแบบเร่งด่วนมีผลกระทบต่ออาหารน้อยกว่าการแช่แข็งแบบทั่วไป จะเห็นได้จากความสามารถในการลดการสูญเสียน้ำในอาหาร รวมถึงช่วยรักษาความสด รสชาติ เนื้อสัมผัส และรูปลักษณ์ของอาหารไว้ได้ เพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์อาหารด้วยการแช่แข็งแบบเร่งด่วน เนื่องจากการแช่แข็งแบบเร่งด่วนจะสามารถรักษารสชาติและคุณภาพหลังละลายไว้ได้ดังเดิม ผู้บริโภคจึงสามารถหาซื้อวัตถุดิบตามฤดูกาลได้ในปริมาณมากและมีราคาที่ต่ำกว่า รวมถึงสามารถจัดเก็บอาหารด้วยการแช่แข็งเพื่อรักษาความอร่อยไว้ได้ อีกทั้งยังสามารถลดปริมาณวัตถุดิบเหลือทิ้งที่เกิดจากการวางแผนการผลิต การแช่แข็ง และการจัดเก็บ นอกจากนี้ยังช่วยลดต้นทุนค่าแรงจากการเตรียมพร้อมสำหรับฤดูกาลท่องเที่ยว เพราะสามารถผลิตหรือจัดเตรียมวัตถุดิบอาหารในช่วงนอกฤดูกาลได้ ตลอดจนสามารถขยายช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ด้วยการขนส่งอาหารสดในระยะทางไกลได้อีกด้วย By: Tipsukon Wongviwatchai […]

Non-Thermal Food Processing: Unlocking the Secrets to Longer Shelf Life and Better Quality
What's In

Non-Thermal Food Processing: Unlocking the Secrets to Longer Shelf Life and Better Quality

กระบวนการแปรรูปโดยไม่ใช้ความร้อน: แนวทางยืดอายุการเก็บรักษาและยกระดับคุณภาพอาหาร การแปรรูปโดยไม่ใช้ความร้อนในอุตสาหกรรมอาหาร การแปรรูปด้วยแรงดันสูง เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากสามารถรักษาคุณค่าทางโภชนาการและคุณสมบัติทางประสาทสัมผัสของอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้แรงดันน้ำระดับสูง 400–600 เมกะปาสคาลในการทำลายจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคและยืดอายุการเก็บรักษาอาหาร โดยที่ไม่ทำให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยกระบวนการนี้จะเริ่มจากการนำอาหารมาบรรจุภายในบรรจุภัณฑ์ที่ทนต่อแรงดัน จากนั้นนำใส่เข้าไปใน Chamber และใช้แรงดันน้ำรอบทิศทางในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ โดยไม่ต้องพึ่งพาความร้อนสูง โดยกลไกการทำลายจุลินทรีย์เกิดจากแรงดันที่ทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ จึงทำให้เซลล์ไม่สามารถควบคุมการแลกเปลี่ยนสารและพลังงานได้ รวมถึงส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างของโปรตีนและเอนไซม์ที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ เทคโนโลยีพลาสมาเย็น เป็นนวัตกรรมที่มีการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อการฆ่าเชื้อและยืดอายุการเก็บรักษาอาหาร โดยพลาสมามีศักยภาพในการลดการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ในอาหาร เช่น Escherichia coli, Listeria monocytogenes และ Salmonella sp. ซึ่งจะทำลายโครงสร้างของจุลินทรีย์ จึงยับยั้งการทำงานและการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ นอกจากนี้ เทคโนโลยีพลาสมาเย็นยังช่วยเสริมคุณลักษณะทางประสาทสัมผัสของอาหาร ซึ่งมีส่วนช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติด้านสี เนื้อสัมผัส และกลิ่นรส นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีพลาสมาเย็นเข้าไปใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านความแข็งแรงและป้องกันการปนเปื้อนซ้ำของผลิตภัณฑ์อาหาร จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมอาหารที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เทคนิคสนามไฟฟ้าแบบพัลส์ เป็นกระบวนการที่ใช้สนามไฟฟ้าสูง (10-80 kV/cm) ในระยะเวลาสั้นระดับไมโครถึงมิลลิวินาที เพื่อกระตุ้นหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเซลล์จุลินทรีย์ในอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงเยื่อหุ้มเซลล์ของวัตถุดิบอาหาร เทคนิคนี้ได้ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารหลากหลายด้าน อาทิเช่น การพาสเจอร์ไรซ์น้ำผลไม้และเครื่องดื่ม เช่น น้ำส้ม น้ำแคร์รอต หรือน้ำผลไม้ต่างๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้ความร้อนสูง จึงสามารถรักษาคุณค่าสารอาหาร สี […]

Adenosine Triphosphate (ATP) Testing: The Power of Ensuring Quality and Hygiene in<br>the Food Industry
What's In

Adenosine Triphosphate (ATP) Testing: The Power of Ensuring Quality and Hygiene in<br>the Food Industry

การทดสอบแอดีโนซีนไตรฟอสเฟต (ATP): พลังแห่งการประกันคุณภาพและสุขอนามัยในอุตสาหกรรมอาหาร การรักษาสุขอนามัยและสุขาภิบาลในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารให้อยู่ในระดับสูงถือเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มั่นใจได้ถึงความปลอดภัยของอาหาร รวมถึงปกป้องผู้บริโภคจากการปนเปื้อนและโรคที่เกิดจากการบริโภคอาหาร โดยโรงงานผลิตอาหารต่างๆ จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยและคุณภาพอาหารอย่างเข้มงวด ซึ่งกฎหมายระดับท้องถิ่นและภูมิภาคของไทยได้กำหนดให้มีการควบคุมอันตรายทางชีวภาพและเคมีในระหว่างการผลิต ตัวอย่างเช่น พื้นผิวสัมผัสในสถานที่ผลิตอาหารจะต้องมีการทำความสะอาดและ ฆ่าเชื้อตามวิธีมาตรฐานที่ถูกกำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา รวมถึงแนวทางปฏิบัติด้านสุขลักษณะที่ดีในการผลิตอาหาร (GHP) เพื่อป้องกันการปนเปื้อนสู่อาหารที่อาจจะเกิดขึ้น ขั้นตอนการทดสอบสาร ATP ขั้นตอนที่ 1 สวอป: การทดสอบ ATP เริ่มต้นด้วยการใช้ก้านสวอปเฉพาะเพื่อเก็บตัวอย่างจากพื้นผิวหรืออุปกรณ์ โดยก้านสวอปจะเก็บตัวอย่างในจุดต่างๆ ซึ่งเป็นบริเวณที่มักจะเกิดการปนเปื้อนมากที่สุด เช่น เขียง สายพานลำเลียง หรือภาชนะผสม เป็นต้น ขั้นตอนที่ 2 เปิดใช้งาน: ใส่ก้านสวอปที่ผ่านการใช้งานแล้วลงในอุปกรณ์ทดสอบ โดยวางด้ามจับกลับที่ตำแหน่งเดิมของอุปกรณ์ทดสอบที่ยังไม่ได้ใช้งาน ซึ่งประกอบด้วยสารเคมี (ลูซิเฟอริน/ลูซิเฟอเรส) ที่ทำปฏิกิริยากับ ATP โดยปฏิกิริยานี้จะถูกกระตุ้นและวัดโดยใช้เครื่องมือแบบพกพาที่เรียกว่า ลูมิโนมิเตอร์ ซึ่งปฏิกิริยาดังกล่าวจะเรืองแสง โดยค่าความเข้มของแสงจะแปรผันตรงกับปริมาณของ ATP ที่มีอยู่ ขั้นตอนที่ 3 วัดค่า: ลูมิโนมิเตอร์จะทำหน้าที่วัดปริมาณแสงที่ผลิตขึ้น (เรียกว่าหน่วยแสงสัมพันธ์ หรือ RLU) หากตรวจพบค่า RLU มาก แสดงว่ามีปริมาณของสารอินทรีย์และการปนเปื้อนเกิดขึ้น [&hellip;]

Transforming Shrimp By-Products into Sustainable Resources
What's In

Transforming Shrimp By-Products into Sustainable Resources

การพัฒนาผลพลอยได้จากการผลิตกุ้งสู่ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน คุณประโยชน์ของผลพลอยได้จากกุ้งและการประยุกต์ใช้ในเชิงอุตสาหกรรม เปปไทด์ ผลิตได้จากกระบวนการไฮโดรไลซิสของโปรตีนจากกุ้ง ทำให้ได้ขนาดโมเลกุลที่เล็กลงและดูดซึมได้ง่ายขึ้น เปปไทด์ถือเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกใหม่สำหรับมนุษย์ สัตว์ พืช หรือแม้กระทั่งอาหารสำหรับจุลินทรีย์ ในแง่ของการประยุกต์ใช้ในฟาร์มสัตว์ พบว่าเปปไทด์มีส่วนช่วยเพิ่มอัตราการบริโภคอาหารของสัตว์ ส่งเสริมการเจริญเติบโต และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการในมื้ออาหาร ส่งผลให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรงและมีผลผลิตที่ดีขึ้น ดังนั้น เปปไทด์จึงเป็นทางเลือกที่ดีและมีต้นทุนที่เหมาะสมในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนสำหรับการทำฟาร์มสัตว์เลี้ยง ไคโตซาน สกัดมาจากเปลือกกุ้ง โดยเป็นสารที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมได้ดี รวมถึงมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา อีกทั้งยังเป็นสารเสริมฤทธิ์ในการทำงานและสามารถสร้างฟิล์มและเจลได้ ในด้านการแพทย์ ไคโตซานช่วยป้องกันการติดเชื้อและเร่งกระบวนการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ ซึ่งมีความสำคัญต่อการดูแลแผลและการปลูกถ่าย ในด้านผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไคโตซานมีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนักและคอเลสเตอรอล เนื่องด้วยความสามารถในการจับกับไขมันในอาหารและป้องกันไม่ให้ไขมันถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ในทางเกษตรกรรม ไคโตซานทำหน้าที่เป็นสารกระตุ้นทางชีวภาพเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชและเพิ่มความต้านทานต่อโรค ในแง่ของการบำบัดน้ำและน้ำเสีย ไคโตซานทำหน้าที่เป็นสารที่ช่วยตกตะกอนซึ่งมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยไคโตซานจะไปจับกับสิ่งสกปรกเพื่อนำไปใช้รีไซเคิลแทนที่จะกลายเป็นของเสียซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม แอสตาแซนธินธรรมชาติ เป็นแคโรทีนอยด์ประเภทหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี โดยมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากกระบวนการออกซิเดชัน และส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แอสตาแซนธินจะทำหน้าที่ต่อสู้กับภาวะความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน ชะลอการเกิดริ้วรอยจากการทำลายอนุมูลอิสระ และส่งเสริมความกระปรี้กระเปร่า ด้านเครื่องสำอาง แอสตาแซนธินจะช่วยลดริ้วรอย กระตุ้นการผลิตคอลลาเจน และปรับปรุงความยืดหยุ่นของผิว ด้านอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำ แอสตาแซนธินช่วยเสริมสุขภาพและเพิ่มสีสันให้กับสัตว์น้ำ เนื่องจากปัจจุบันมีการขยายตัวของการทำฟาร์มอย่างต่อเนื่อง จึงส่งให้แอสตาแซนธินเข้ามาบทบาทสำคัญในการจัดการความเครียดและการรักษาสุขภาพของสัตว์น้ำโดยรวมอีกด้วย By: An [&hellip;]

Navigating the Future of Alternative Seafood:<br>Scenario Analysis for a Sustainable and Regenerative Food System
What's In

Navigating the Future of Alternative Seafood:<br>Scenario Analysis for a Sustainable and Regenerative Food System

สำรวจอนาคตของอาหารทะเลทางเลือก: การวิเคราะห์สถานการณ์สู่ระบบอาหารที่ยั่งยืนและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ธุรกิจอาหารทะเลทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาด้านความยั่งยืนที่ทวีความรุนแรงขึ้น เช่น การประมงเกินขีดจำกัด ปัญหามลพิษ และความเสื่อมโทรมของแหล่งที่อยู่อาศัย ดังนั้นอาหารทะเลที่ผลิตจากการเพาะเลี้ยงเซลล์และอาหารทะเลจากพืชจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากความต้องการโปรตีนที่ช่วยส่งเสริม ความยั่งยืนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยอาหารทะเลทางเลือกสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและยังช่วยสนับสนุนระบบอาหารแบบฟื้นฟูได้อีกด้วย จึงจำเป็นที่จะต้องอาศัยการลงทุนทางด้านเทคโนโลยี การอาหารและเทคโนโลยีชีวภาพสำหรับการวิจัยเชิงลึก เพื่อช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับคนในท้องถิ่น นวัตกรรมและการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารทะเลทางเลือก อาหารทะเลจากการเพาะเลี้ยง: บริษัทต่างๆ เช่น Wildtype, BlueNalu และ Shiok Meats ได้ก้าวสู่การเป็นผู้นำในการพัฒนาปลา กุ้ง และปูแบบเพาะเลี้ยงเซลล์ ซึ่งให้รสชาติ เนื้อสัมผัส และคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์จากปลาที่จับได้ตามธรรมชาติ โดยเทคโนโลยีควบคุมถังหมักชีวภาพ (bioreactor technology) และการปรับแต่งเซลล์ (cell line optimization) มีความสำคัญต่อการเพิ่มกำลังการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน ซึ่งหลายบริษัทกำลังสำรวจถึงแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนและการฟื้นฟูทรัพยากรอย่างยั่งยืน อาหารทะเลทางเลือกจากพืช: บริษัท Good Catch และ New Wave Foods ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์อาหารทะเลจากพืชที่เลียนแบบรสชาติและเนื้อสัมผัสของปลาและอาหารทะเลอื่นๆ ด้วยการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพืชที่ยั่งยืน เช่น สาหร่ายและสาหร่ายทะเล โดยสาหร่ายเป็นวัตถุดิบที่มีประโยชน์ในระบบอาหารแบบฟื้นฟู เนื่องจากสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่กระทบต่อทรัพยากรดินหรือแหล่งน้ำจืด จึงเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารทะเลทางเลือก สำหรับประเทศไทย [&hellip;]

Trends in Food Service Equipment in Asia and Implications for your Business
What's In

Trends in Food Service Equipment in Asia and Implications for your Business

แนวโน้มการเติบโตของอุปกรณ์ ‘Food Service’ ในทวีปเอเชียที่มีผลต่อธุรกิจของคุณ แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมบริการอาหาร (Food Service) ในทวีปเอเชียกำลังขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดีขึ้นจากปัจจัยต่างๆ เช่น รายได้ที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของประชากรวัยทำงาน และความนิยมในการรับประทานอาหารนอกบ้านที่เพิ่มขึ้น ซึ่งผลักดันให้เกิดความต้องการอุปกรณ์บริการอาหารที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การปรับตัวให้ทันตามแนวโน้มเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันในตลาดที่กำลังเติบโต ซึ่งเทรนด์นี้แรกเริ่มมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ขณะที่ประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชีย เช่น อินเดีย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ได้เข้ามามีส่วนแบ่งทางการตลาดเกือบหนึ่งในสามจากทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศจีนและอินเดียที่มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ร้อยละ 6.3 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567-2573 หลังจากการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย และสุขอนามัยเพิ่มขึ้นอย่างมาก ดังนั้น การตระหนักรู้ของผู้ผลิตจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ของคุณโดดเด่น ปลอดภัย และสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดที่สอดคล้องกับมาตรฐานได้ บทบาทของการรับรองมาตรฐาน NSF สำหรับอุปกรณ์การผลิตอาหาร มาตรฐาน NSF เป็นเกณฑ์สำคัญในการรับรองอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ ‘Food Service’ ดังนั้น การรับรองจาก NSF ไม่เพียงแต่แสดงถึงความมุ่งมั่นในเรื่องความปลอดภัยของอาหาร แต่ยังช่วยรักษาชื่อเสียงในฐานะผู้ให้บริการในด้านการประกอบอาหาร เครื่องดื่ม [&hellip;]

Packaging Testing to Enhance Product Quality and Build Consumer Confidence
What's In

Packaging Testing to Enhance Product Quality and Build Consumer Confidence

การทดสอบบรรจุภัณฑ์เพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ และเสริมสร้างความมั่นใจของผู้บริโภค การทดสอบสมบัติเชิงกลของบรรจุภัณฑ์ การทดสอบสมบัติเชิงกลของบรรจุภัณฑ์เป็นการทดสอบที่ใช้ในการประเมินความสมบูรณ์และแข็งแรงของโครงสร้าง รวมถึงคุณสมบัติทางกลของวัสดุและ/หรือบรรจุภัณฑ์ เพื่อรับรองความแข็งแรง ปลอดภัย และความสมบูรณ์ในการใช้งานระหว่างการขนถ่าย ขนส่ง และเก็บรักษา ตัวอย่างการทดสอบพื้นฐาน ได้แก่ 1. การทดสอบการตกกระแทก (Drop Test) เป็นเทคนิคที่ใช้ประเมินความทนทานของบรรจุภัณฑ์ภายใต้สภาวะจำลอง ซึ่งประกอบด้วยความเครียด (Stress) และแรงกระแทก (Impact) ที่บรรจุภัณฑ์ได้รับระหว่างการขนถ่าย ขนส่ง และเก็บรักษา 2. การทดสอบการต้านแรงกด (Compression Test) เป็นวิธีการทดสอบเพื่อประเมินน้ำหนักที่บรรจุภัณฑ์สามารถรองรับได้โดยไม่เกิดความเสียหายต่อผลิตภัณฑ์ภายใน โดยทั่วไปมักใช้เพื่อประเมินความแข็งแรงของบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง (Tertiary Packaging) 3. การทดสอบการต้านแรงสั่นสะเทือน (Vibration Test) เป็นการทดสอบด้วยการจำลองแรงสั่นสะเทือนที่บรรจุภัณฑ์ต้องเผชิญระหว่างการขนถ่ายและขนส่ง เนื่องจากแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงเกินไปอาจทำให้บรรจุภัณฑ์เกิดความเสียหายหรือสูญเสียความแข็งแรงได้ ดังนั้น การทดสอบนี้จึงมุ่งเน้นเพื่อรับรองว่าบรรจุภัณฑ์นั้นสามารถปกป้องสินค้าจากการสั่นสะเทือนตลอดการขนส่งได้อย่างปลอดภัย 4. การทดสอบความต้านทานการเจาะทะลุ (Puncture Resistance) เป็นการทดสอบเพื่อประเมินความแข็งแรงและทนทานของกระดาษแข็ง (Paperboard) หรือกระดาษลูกฟูก (Corrugated Board) ระหว่างการขนส่ง ด้วยการใช้วัตถุแหลมและแข็ง เพื่อตรวจสอบความสามารถของบรรจุภัณฑ์ในการรับแรงกระแทกจากน้ำหนัก (Load) ที่มีรูปทรงเป็นพีระมิด หรือสามเหลี่ยม [&hellip;]

Leveraging Predictive Modelling for Enhanced Shelf Life and Reduced Food Waste
What's In

Leveraging Predictive Modelling for Enhanced Shelf Life and Reduced Food Waste

เครื่องมือแบบจำลองเชิงทำนายสำหรับยืดอายุการเก็บรักษาและลดขยะอาหาร แบบจำลองเชิงทำนายสำหรับการผลิตและการถนอมอาหาร หากกล่าวถึง ‘แบบจำลองเชิงทำนาย’ อาจจะฟังดูค่อนข้างซับซ้อน แต่นั่นเป็นแนวคิดที่มีการใช้อยู่แล้วในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น การพยากรณ์อากาศในช่วงเวลาที่ฝนกำลังจะตก เพื่อให้สามารถวางแผนประจำวันได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น สำหรับการรักษาคุณภาพและการถนอมอาหารก็มีการใช้แบบจำลองเชิงทำนายซึ่งมีกระบวนการทำงานในรูปแบบที่คล้ายกัน โดยมีการนำหลักการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้ทำนายเกี่ยวกับกระบวนการเสื่อมเสียของเนื้อสัตว์และขนมปัง ซึ่งมีหลักแนวคิดเช่นเดียวกันกับ ‘รายงานสภาพอากาศ’ เพื่อพยากรณ์ถึงเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์อาหารภายใต้สภาวะที่แตกต่างกัน การใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะนี้ ทางบริษัทต่างๆ สามารถดำเนินการทดสอบเสมือนจริงกับผลิตภัณฑ์อาหารก่อนที่จะนำไปจำหน่ายบนชั้นวางสินค้าได้ หากขนมปังมีแนวโน้มที่จะเกิดเชื้อราภายใต้สภาวะบางอย่าง แบบจำลองเชิงทำนายจะสามารถคาดการณ์ถึงปัญหาเหล่านี้ได้ พร้อมแนะนำให้เปลี่ยนแปลงวิธีการควบคุมเชื้อราเพื่อรักษาความสดของขนมปังให้ยาวนานยิ่งขึ้น ส่วนกรณีของเนื้อสัตว์มักจะมีโอกาสเสื่อมเสียจากเชื้อจุลินทรีย์ได้มากกว่า ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างร้ายแรงได้ ทั้งนี้แบบจำลองเชิงทำนายสามารถกำหนดสภาวะที่เหมาะสมที่สุดเพื่อป้องกันการเน่าเสีย ยับยั้งการปนเปื้อนจากเชื้อโรคด้วยการยืดอายุการเก็บรักษาเพื่อคงความสดผ่านการจัดการด้านความปลอดภัยของเนื้อสัตว์ ประโยชน์ของการใช้แบบจำลองเชิงทำนายอายุการเก็บรักษาของอาหาร • การทำนายอายุการเก็บรักษาที่แม่นยำจะช่วยลดการใช้ทรัพยากรได้: แบบจำลองเชิงทำนายสามารถนำมาใช้คาดเดาและช่วยพยากรณ์ถึงระยะเวลาที่อาหารจะยังคงรักษาคุณภาพที่ดี โดยที่ไม่จำเป็นต้องทำการทดลองซึ่งจะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายสูง สิ้นเปลืองเวลา และเกิดข้อผิดพลาดได้ • การลดขยะอาหารเมื่อยืดอายุการเก็บรักษาได้: ผลิตภัณฑ์อาหารที่อยู่บนชั้นวางสินค้าและบ้านของเราจะสามารถเก็บรักษาได้นานขึ้น โดยการลดปริมาณอาหารที่เหลือทิ้ง ซึ่งจะช่วยจัดการกับปัญหาที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและจริยธรรมได้ • การรักษาความพึงพอใจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจากการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ: ท่านสามารถไว้วางใจได้ว่าเนื้อชิ้นโปรดหรือขนมปังสดใหม่จะมีความปลอดภัยและมีรสชาติอร่อย ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลในแบบจำลองเชิงทำนาย อันจะนำไปสู่ประสบการณ์ที่ดีขึ้นต่อแบรนด์ของผลิตภัณฑ์ By: Pornpun Theinsathid, Ph.D. Business Development Manager |Food Protection &amp; Preservation, Meat Kerry Asia [&hellip;]

The Next Wave: Shaping the Future of Sustainable Seafood
What's In

The Next Wave: Shaping the Future of Sustainable Seafood

ก้าวต่อไปของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมอาหารทะเล ประเทศไทยมีแหล่งทรัพยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ อันมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก ด้วยปัจจัยสนับสนุนด้านที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ แรงงานที่มีทักษะ รวมถึงภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการประมงที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่อันดับ 8 ของโลกในด้านปริมาณ และอันดับ 14 ของโลกในด้านมูลค่า โดยแนวโน้มสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารทะเลอย่างยั่งยืน มีดังนี้ 1.พัฒนาแหล่งอาหารทะเลให้มีความหลากหลายและยั่งยืน เทคโนโลยีการประมงแบบแม่นยำของบริษัท Ava Ocean ของประเทศนอร์เวย์ได้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ค้นหาและจับสัตว์ทะเลเฉพาะชนิด ซึ่งช่วยลดการทำลายปะการังและสัตว์ทะเลอื่นๆ ที่ไม่ต้องการ อีกทั้งยังมีความสอดคล้องกับกฎระเบียบสากลที่เข้มงวดมากขึ้น ส่วนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น กุ้งและปลาในระบบปิด (Recirculating Aquaculture Systems; RAS) ช่วยให้มีการนำของเสียในระบบกลับมาใช้ใหม่ด้วยการบำบัดและกรองอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดการพึ่งพาการจับสัตว์น้ำในทะเลได้อีกด้วย 2. ใช้เทคโนโลยีตรวจสอบกระบวนการเลี้ยงสัตว์น้ำที่ทันสมัย เทคโนโลยีเซนเซอร์ IoT หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และโดรน กำลังปฏิวัติการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญในการผลิตอาหารทะเลอย่างยั่งยืน นวัตกรรมเหล่านี้ช่วยให้การตรวจสอบระยะไกลมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน และปรับปรุงสวัสดิภาพของสัตว์น้ำ 3.เพิ่มความโปร่งใสและความยั่งยืนด้วยการรับรองจากองค์กรภายนอก อุตสาหกรรมอาหารทะเลให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับมากขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยฉลากรับรองจากองค์กรอิสระ เช่น มาตรฐาน MSC (การรับรองอาหารทะเลจากการทำประมงแบบธรรมชาติอย่างยั่งยืน) และมาตรฐาน ASC (การรับรองอาหารทะเลจากการเพาะเลี้ยงอย่างยั่งยืน) กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้บริโภคใช้พิจารณาว่าผลิตภัณฑ์อาหารทะเลนั้นมาจากแหล่งผลิตที่ยั่งยืนและมีการจัดการอย่างถูกต้อง 4. [&hellip;]

Choosing the Right ‘Pressure Sensor’ for Your Process
What's In

Choosing the Right ‘Pressure Sensor’ for Your Process

เลือกใช้ ‘Pressure Sensors’ ที่ตอบโจทย์กระบวนการผลิตของคุณ การเลือกเซนเซอร์วัดแรงดัน (Pressure Sensors) ที่เหมาะสมกับกระบวนการผลิตเป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมคุณภาพการผลิตให้มีความแม่นยำสูงสุด โดยการเลือกเซนเซอร์ที่ตอบโจทย์การผลิตจะช่วยให้คุณสามารถจัดการกระบวนการได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาดูกันว่ามีเซนเซอร์วัดแรงดันรุ่นไหนที่น่าสนใจกันบ้าง &#8211; VEGABAR 81: เซนเซอร์วัดแรงดันที่สามารถใช้งานได้หลากหลาย อาทิ กระบวนการผลิตที่เกี่ยวกับความร้อน หรือใช้ในบริเวณที่มีสารเคมี &#8211; VEGABAR 82: มีความทนทานสูง ทนต่อการขีดข่วน และใช้เซลล์วัดความดันที่ใช้เซรามิกแห้ง (Dry Ceramic Measuring Cell) เป็นวัสดุในการตรวจวัดความดัน จึงเหมาะกับอุตสาหกรรมที่ต้องการวัดความดันในสภาพแวดล้อมที่ทนต่อการกัดกร่อนหรือไม่ต้องการของเหลวในกระบวนการ &#8211; VEGABAR 83: มีคุณสมบัติเป็น elastomer-free ไร้รอยต่อ ทนแรงดันสูง และใช้เซลล์วัดความดันที่ทำจากวัสดุโลหะ (Metallic Measuring Cell) จึงเหมาะสมสำหรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ต้องการความทนทานและความแม่นยำสูง &#8211; VEGABAR 80 range: เป็นเซนเซอร์ที่สามารถวัดความแตกต่างของอุณหภูมิได้ในช่วงกว้าง ทนต่อรอยขีดข่วน และสามารถวัดความแตกต่างของความดันระหว่างสองจุดในระบบ โดยใช้เซนเซอร์อิเล็กทรอนิกส์ในการตรวจจับและแปลงค่าความดันเป็นสัญญาณไฟฟ้าซึ่งสามารถนำไปใช้ในการควบคุมหรือแสดงผลในระบบต่างๆ &#8211; VEGADIF 85: สามารถวัดความแตกต่างของความดันได้ในช่วงกว้าง มีความทนทานและความแม่นยำสูง ใครกำลังมองหาเซนเซอร์ที่ตอบโจทย์ในด้านความแม่นยำ [&hellip;]

Supplier Finder November 2024
What's In

Supplier Finder November 2024