What's In
See What’s New in the Star Items November 2024
พบกับผลิตภัณฑ์ดาวเด่น เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ส่วนผสมอาหาร และอื่นๆ ที่น่าสนใจ…
The Gateway to Invaluable Opportunities through Business Connecting at ASIA FRUIT LOGISTICA in Hong Kong
เปิดประตูสู่โอกาสอันล้ำค่าเพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจกับงาน ASIA FRUIT LOGISTICA ณ ฮ่องกง จัดอย่างยิ่งใหญ่ตระการตาอีกครั้งกับงาน ASIA FRUIT LOGISTICA ครั้งที่ 17 งานแสดงสินค้าระดับนานาชาติสำหรับอุตสาหกรรมผักและผลไม้สดของเอเชียเมื่อวันที่ 4-6 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับผลตอบรับและความสนใจอย่างท่วมท้นจากทั้งผู้จัดแสดงสินค้าและผู้เข้าร่วมงาน โดยในปีนี้มีผู้เข้าชมงานมากกว่า13,000 คน จาก 70 กว่าประเทศ พร้อมกับผู้จัดแสดงสินค้ากว่า 760 ราย จาก 42 ประเทศและภูมิภาคต่างๆ ASIA FRUIT LOGISTICA 2024 ถือเป็นหนึ่งในงานสำคัญที่รวบรวมผลผลิต ผักและผลไม้สดจากหลากหลายซัพพลายเออร์ไว้ที่เดียว ภายในงานมีพาวิลเลียนระดับนานาชาติกว่า 28 ประเทศ ที่ร่วมโชว์สุดยอดนวัตกรรมในการจัดการกับปัญหาตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งรวมถึงพาวิลเลียนจากประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย แทนซาเนีย และคีร์กีซสถานซึ่งได้มาร่วมงานในปีนี้เป็นครั้งแรก และประเทศจีนได้เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด และมีจำนวนผู้แสดงสินค้าเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2566 ซึ่งประเทศที่มีการจัดแสดงสินค้าสูงสุด ได้แก่ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา อียิปต์ และนิวซีแลนด์ […]
Challenges and Opportunities in Using Recycled Plastics as Food Contact Materials
ความท้าทายและโอกาสของการนำพลาสติกรีไซเคิลมาใช้เป็นวัสดุสัมผัสอาหาร กระบวนการรีไซเคิลพลาสติกเพื่อใช้เป็นวัสดุสัมผัสอาหาร ถ้าหากพิจารณาปริมาณของพลาสติกชนิดอื่นที่มีอยู่ในท้องตลาด พลาสติกชนิดพอลิเอทิลีนชนิดความหนาแน่นสูง (HDPE) ก็มีปริมาณการใช้ที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยพลาสติกชนิด HDPE เป็นเทอร์โมพลาสติกซึ่งเป็นพลาสติกในกลุ่มพอลิโอเลฟิน (พอลิเอทิลีนและพอลิพรอพิลีน) มีความแข็งและเหนียว ยืดหยุ่นต่อแรงกระแทก ทนทานต่อสารเคมีและตัวทำละลายหลายชนิด สามารถขึ้นรูปเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในงานต่างๆ เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร ขวดแชมพู และของเล่น อีกทั้งยังสามารถนำกลับมาหลอมเพื่อขึ้นรูปใช้ใหม่ได้ ดังนั้นพลาสติกชนิด HDPE จึงกลายเป็นที่น่าสนใจในการนำมารีไซเคิลเพื่อใช้เป็นวัสดุสัมผัสอาหาร ซึ่งในกระบวนการรีไซเคิลพลาสติกโดยทั่วไปจะเป็นกระบวนการแปรรูปขยะพลาสติกให้อยู่ในรูปแบบที่นำไปใช้งานต่อได้ โดยสามารถแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้ 1. การรีไซเคิลแบบปฐมภูมิ (Primary recycling) เป็นการนำเศษพลาสติก (Scrap) ที่เป็นประเภทเดียวกัน ไม่มีสิ่งปนเปื้อนและไม่เคยบรรจุสัมผัสอาหาร ซึ่งเป็นเศษเหลือจากกระบวนการผลิตหรือขึ้นรูปแล้วนำกลับมาหมุนเวียนใช้ซ้ำภายในโรงงาน โดยพลาสติกที่ได้นี้เรียกว่า พลาสติกจากกระบวนการผลิต (Post-industrial recycled plastic; PIR plastic) 2. การรีไซเคิลแบบทุติยภูมิ (Secondary recycling) หรือการรีไซเคิลด้วยวิธีทางกล (Mechanical recycling) เป็นการแปรรูปพลาสติก โดยการเก็บพลาสติกที่ผ่านการใช้งานแล้วมาคัดแยกตามประเภท จากนั้นนำมาบด ล้าง ทำความสะอาด […]
Top Food & Beverage Flavors Trends for 2025
ต้อนรับปี 2025 ด้วยเทรนด์กลิ่นรสที่มาแรง กลิ่นรส (Flavour) เป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึก และความเพลิดเพลินในการบริโภค เนื่องจากไม่เพียงช่วยให้อาหารมีรสชาติอร่อยขึ้นเท่านั้น แต่ยังบ่งบอกถึงความรู้สึกหลังจากการบริโภคอาหารอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ ความคิด หรือการกระตุ้นความทรงจำในวัยเด็กหรือช่วงเวลาที่แสนพิเศษ ซึ่งสามารถแบ่งวัตถุแต่งกลิ่นรสได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ 1. วัตถุแต่งกลิ่นรสตามธรรมชาติ (Natural Flavouring) คือ วัตถุแต่งกลิ่นรสที่ได้มาจากธรรมชาติ หรือมีกรรมวิธีสกัดด้วยกระบวนการทางธรรมชาติ และผ่านการรับรองความปลอดภัย (Generally Recognised as Safe; GRAS) 2. วัตถุแต่งกลิ่นรสเลียนแบบธรรมชาติ (Natural Identical Flavouring) คือ วัตถุแต่งกลิ่นรสที่ได้มาจากกระบวนการสกัดหรือการสังเคราะห์ทางเคมี โดยมีคุณสมบัติทางเคมีเหมือนกลิ่นรสที่มาจากธรรมชาติ 3. วัตถุแต่งกลิ่นรสสังเคราะห์ (Artificial Flavouring) คือ วัตถุแต่งกลิ่นรสที่ผลิตขึ้นจากสารที่ไม่พบตามธรรมชาติในผลิตภัณฑ์อาหาร โดยวัตถุแต่งกลิ่นรสประเภทนี้จะถูกสังเคราะห์ขึ้นโดยใช้กระบวนการทางเคมี และมักมีองค์ประกอบทางเคมีที่คล้ายกับกลิ่นรสในธรรมชาติ เทรนด์วัตถุแต่งกลิ่นรสในปี พ.ศ. 2568 เนื่องจากกระแสปัจจุบันที่ผู้บริโภคมักจะเลือกรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ จึงทำให้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนิยมใช้วัตถุแต่งกลิ่นรสตามธรรมชาติและวัตถุแต่งกลิ่นรสเลียนแบบธรรมชาติมากกว่าการเลือกใช้วัตถุแต่งกลิ่นรสสังเคราะห์ โดยหนึ่งในกลิ่นรสที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือ กลิ่นรสอูมามิหรือรสคาว ในขณะที่กลิ่นรสผลไม้แบบดั้งเดิมกลับได้รับความนิยมน้อยลง จึงทำให้มีการพัฒนากลิ่นรสผลไม้ที่แปลกใหม่และมีเอกลักษณ์ […]
Exploring Functional Tea Fueled the Wellness Revolution
สำรวจชาฟังก์ชันเพื่อปฏิวัติเทรนด์ดูแลสุขภาพยุคใหม่ ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการดื่มชาในปัจจุบันไม่เพียงแค่การรับรสชาติและกลิ่นหอมที่ช่วยสร้างความผ่อนคลายเท่านั้น แต่ปัจจุบันผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับประโยชน์เชิงสุขภาพที่หลากหลาย ทั้งจากองค์ประกอบหลักของชานั้นๆ และการเสริมสารอาหารเพื่อให้มีคุณสมบัติเฉพาะ จึงมีการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชาทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ดึงดูดใจผู้บริโภคอย่างชาฟังก์ชัน (Functional tea) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น บทความนี้ จึงขอยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ชาฟังก์ชันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในแง่ต่างๆ เพื่อจุดประกายไอเดียให้สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชาฟังก์ชันที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่รักสุขภาพ พร้อมชิงส่วนแบ่งการตลาดผลิตภัณฑ์ชาที่กำลังเติบโตนี้ได้ 1.สุขภาพผิว ผลิตภัณฑ์ชาฟังก์ชันที่ส่งเสริมสุขภาพผิวกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจากภายในสู่ภายนอก โดยชาประเภทนี้มักมีส่วนประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน และคอลลาเจนเพื่อช่วยเสริมความยืดหยุ่นของผิว ลดริ้วรอย และเพิ่มความชุ่มชื้น นอกจากนี้ยังสามารถผสมสมุนไพรที่ช่วยดีท็อกซ์และลดการอักเสบ ซึ่งล้วนส่งผลดีต่อสุขภาพผิวด้วยเช่นกัน 2.สุขภาวะทางอารมณ์ ปัจจุบัน ผู้บริโภคต่างมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างสุขภาพทางกายและอารมณ์มากขึ้น โดยในปี พ.ศ. 2565 มินเทลได้รายงานว่า ผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมการนอนหลับและการจัดการความเครียดนั้นได้รับความนิยมอย่างยิ่ง ซึ่งส่วนผสมฟังก์ชันที่มักใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ คือ คาโมมายล์ ลาเวนเดอร์ กะเพรา และเห็ดยามาบูชิตาเกะ 3.สุขภาพลำไส้ กระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นของสุขภาพลำไส้ถือเป็นแรงผลักดันที่สำคัญที่ทำให้เกิดความต้องการชาฟังก์ชันที่ช่วยส่งเสริมระบบทางเดินอาหาร เนื่องจากผู้บริโภคมีความตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพลำไส้และสุขภาพองค์รวมมากขึ้น จึงมองหาโซลูชันที่เป็นธรรมชาติเพื่อเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับการย่อยอาหารนี้ ซึ่งชาฟังก์ชันที่มีส่วนผสมอย่างขิง สะระแหน่ และเฟนเนล ถือว่ากำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเนื่องจากมีคุณสมบัติในการบรรเทาอาการที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร นอกจากนี้ การผสมผสานโพรไบโอติกส์ในผลิตภัณฑ์ชายังถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อส่งเสริมสุขภาพลำไส้ให้ดียิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน By: Natchaya Duangjarus Editorial Team I Food Focus […]
Cell-based Foods: The Promising Future of Security and Sustainability Protein Source
อาหารเพาะเลี้ยงจากเซลล์: อนาคตที่สดใสของแหล่งโปรตีนที่มั่นคงและยั่งยืน อาหารเพาะเลี้ยงจากเซลล์คืออะไร อาหารเพาะเลี้ยงจากเซลล์ผลิตขึ้นจากการคัดแยกเซลล์จากสัตว์ พืช หรือจุลินทรีย์ แล้วนำมาเพาะเลี้ยงในอาหารเลี้ยงเชื้อที่มีสารอาหารสูง ซึ่งเป็นการเลียนแบบการเจริญตามธรรมชาติของเนื้อเยื่อ จึงทำให้สามารถผลิตเนื้อสัตว์ สัตว์ปีก อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์นม และไข่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเลี้ยงและฆ่าสัตว์ รวมถึงได้ผลลัพธ์เป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมือนกับเนื้อสัตว์ทุกประการ แต่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลดลง วิทยาศาสตร์เบื้องหลังอาหารเพาะเลี้ยงจากเซลล์ กระบวนการผลิตอาหารเพาะเลี้ยงเริ่มต้นด้วยการคัดเลือกเซลล์ที่มีคุณภาพสูงจากสัตว์ต้นกำเนิด จากนั้นจะนำเซลล์เหล่านี้ไปวางไว้ในถังเพาะเลี้ยง (Bioreactor) ซึ่งเซลล์จะได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการเพิ่มจำนวนและการแบ่งตัวเพื่อสร้างเป็นเนื้อเยื่อที่ต้องการ โดยเซลล์เหล่านี้จะก่อร่างและสร้างเส้นใยกล้ามเนื้อ ไขมัน และส่วนประกอบอื่นๆ ที่ประกอบขึ้นมาให้คล้ายกับเนื้อสัตว์ ข้อได้เปรียบที่สำคัญประการหนึ่งของการเพาะเลี้ยงอาหารจากเซลล์ คือ ประสิทธิภาพการผลิต เมื่อเปรียบเทียบกับการทำปศุสัตว์แบบดั้งเดิมที่ต้องใช้พื้นที่ น้ำ และอาหารสัตว์เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกสูง ตรงข้ามกับการผลิตอาหารเพาะเลี้ยงจากเซลล์ที่ใช้ทรัพยากรน้อยกว่า และก่อให้เกิดขยะหรือมลพิษน้อยลง ดังนั้น อาหารเพาะเลี้ยงจากเซลล์จึงนับเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนกว่าการเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบัน ประโยชน์ของอาหารเพาะเลี้ยงจากเซลล์ 1. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: อาหารเพาะเลี้ยงจากเซลล์มีศักยภาพในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตอาหารได้ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องทำการปศุสัตว์ขนาดใหญ่อีกต่อไป จึงสามารถอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2. สวัสดิภาพสัตว์: การพิจารณาทางด้านจริยธรรมถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้มีการผลิตอาหารเพาะเลี้ยงจากเซลล์ เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ไม่จำเป็นต้องฆ่าสัตว์ จึงเป็นทางเลือกที่ปราศจากการทารุณกรรมสัตว์แทนการผลิตเนื้อสัตว์แบบดั้งเดิม 3. ความมั่นคงทางอาหาร: เนื่องด้วยจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหารจึงมีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งอาหารเพาะเลี้ยงจากเซลล์ที่ผลิตได้ในสภาพแวดล้อมควบคุมนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคที่มาจากอาหารและการหยุดชะงักตลอดห่วงโซ่อุปทานได้ 4. […]
Carnosine for Enhancing Memory Performance and Nourishing Brain Health
คาร์โนซีน: สารอาหารเสริมประสิทธิภาพด้านความจำและบำรุงสุขภาพสมอง คาร์โนซีน (Carnosine) เป็นไดเปปไทด์ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 2 ชนิด ได้แก่ เบต้า-อะลานีน (β-alanine) และแอล-ฮิสทิดีน (L-histidine) โดยมีสูตรทางเคมีคือ C₉H₁₄N₄O₃ ซึ่งคาร์โนซีนมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายต่อปฏิกิริยาออกซิเดชัน ซึ่งเชื่อมโยงกับความชราและโรคต่างๆ โดยคาร์โนซีนมีคุณสมบัติต่อต้านการเกิดสารเร่งความชรา (Advanced Glycation End Products; AGEs) เนื่องจากส่งผลโดยตรงซึ่งทำให้ร่างกายและอวัยวะต่างๆ เกิดการเสื่อมสภาพซึ่งสัมพันธ์กับความชรา และภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน นอกจากนี้คาร์โนซีนยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อ โดยช่วยชะลอความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อระหว่างการออกกำลังกายอย่างหนัก เพิ่มความทนทาน อีกทั้งยังช่วยลดการอักเสบของอวัยวะภายในร่างกาย จึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคหัวใจ เป็นต้น จากงานวิจัยหลายฉบับให้ผลตรงกันว่าคาร์โนซีนมีส่วนช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองและระบบประสาทผ่านหลายกลไก ไม่ว่าจะเป็นฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์การต้านการอักเสบ และการป้องกันการเกิดไกลเคชันในร่างกาย ได้แก่ การป้องกันระบบประสาทและความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน, การยับยั้งกระบวนการไกลเคชันและป้องกันการเกิด Amyloid Plaques, การเพิ่มประสิทธิภาพในการรับรู้ และการเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญพลังงานของสมอง คาร์โนซีนพบได้มากในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ โดยเฉพาะบริเวณเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อของสัตว์ ซึ่งปริมาณของคาร์โนซีนในเนื้อสัตว์แต่ละชนิดจะแตกต่างกันออกไป โดยเนื้อแดง (เนื้อวัว เนื้อหมู และเนื้อแกะ) มีปริมาณคาร์โนซีนสูงกว่าเนื้อสัตว์ปีก ซึ่งในสัตว์ปีกจะพบคาร์โนซีนในเนื้ออกไก่มากกว่าเนื้อน่องไก่ และยังพบสารดังกล่าวในปลาบางชนิด […]
Green Extraction Techniques of Bioactive Compounds from Herbal Plants
กระบวนการสกัดสารสำคัญจากพืชสมุนไพรด้วยเทคนิค ‘Green Extraction’ การสกัดพืชสมุนไพรด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากข้อจำกัดของการสกัดแบบดั้งเดิม จึงทำให้มีการพัฒนาเทคนิคการสกัดร่วมและเทคนิคการสกัดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green extraction techniques) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการสกัด และส่งผลให้ผลิตภัณฑ์สุดท้ายมีความปลอดภัยต่อการบริโภค จึงขอยกตัวอย่างกระบวนการสกัดที่น่าสนใจและกำลังได้รับความนิยม ดังนี้ – การสกัดด้วยคลื่นไมโครเวฟช่วยสกัด (Microwave-assisted extraction; MAE) เป็นเทคนิคการสกัดที่ทันสมัย โดยใช้พลังงานไมโครเวฟในการแยกสารออกจากตัวอย่าง วิธีนี้จะใช้หลักการทำความร้อนด้วยคลื่นไมโครเวฟที่มีความถี่ระหว่าง 300 MHz ถึง 300 GHz กับตัวอย่างที่ต้องการสกัด โดยพลังงานไมโครเวฟจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนแล้วถ่ายเทให้แก่ตัวอย่างที่ต้องการสกัดโดยตรง จึงทำให้เกิดความร้อนยิ่งยวดภายในและส่งผลให้โครงสร้างของเซลล์เสียหายจนทำให้อัตราการแพร่สูงขึ้น และเกิดการปลดปล่อยสารสำคัญไปสู่ตัวทำละลายได้ดีขึ้น – การสกัดด้วยของเหลวที่มีความดันสูง (Pressurized Liquid Extraction; PLE) หรือการสกัดโดยใช้ตัวทำละลายในสภาวะเร่ง (Accelerated Solvent Extraction; ASE) เป็นกระบวนการที่ช่วยให้ตัวทำละลายอยู่ในสภาวะที่มีอุณหภูมิและความดันสูงซึ่งต้องมากกว่าจุดเดือดของตัวทำละลาย และเพื่อให้ตัวทำละลายอยู่ในสถานะของเหลว รวมถึงความดันของระบบการสกัดจะต้องมีค่าสูงขึ้นตามไปด้วย โดยสภาวะความดันสูงจะทำให้ตัวทำละลายอินทรีย์อยู่ใกล้กับพื้นที่ supercritical regions of the phase diagram จึงส่งผลให้ตัวทำละลายสามารถแทรกซึมเข้าสู่เมทริกซ์ตัวอย่างได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการถ่ายเทมวล รวมถึงลดระยะเวลาในการสกัดและการใช้ตัวทำละลาย – […]
Beyond Booze: A New Era for Alcoholic Beverages
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยุคใหม่: ทางเลือกเพื่อการดื่มอย่างสร้างสรรค์ เทรนด์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปัจจุบัน ข้อมูลล่าสุดจาก Statista Market Insights ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2567 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคมักจะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่บ้านมากกว่าการออกไปดื่มสังสรรค์ตามสถานที่ต่างๆ โดยประเทศจีนถือเป็นผู้นำตลาดอันดับหนึ่งของโลกที่มีรายได้จากการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงที่สุด และยังคงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ รายงานการเติบโตของตลาดแอลกอฮอล์ทั่วโลกในปี พ.ศ. 2568 ยังระบุว่า ประเทศอินเดีย จีน และสหรัฐอเมริกาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม โดยประเทศอินเดียกำลังจะก้าวไปสู่ผู้นำในการเติบโตด้านปริมาณการจำหน่าย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นและความต้องการผลิตภัณฑ์พรีเมียม ทั้งสก็อตช์วิสกี้และวิสกี้จากประเทศสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ตลาดจีนนั้นมีผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ซึ่งแสดงถึงการเติบโตของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากต่างประเทศ แต่ความต้องการเครื่องดื่มประเภทบรั่นดีและมอลต์สก็อตช์กลับลดลง ส่วนตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกายังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญและคาดว่าจะมีการเติบโตของเครื่องดื่มประเภทเตกิลา (tequila) และผลิตภัณฑ์พร้อมดื่มเพิ่มขึ้นในอนาคต นอกจากรูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว รสนิยมการดื่มของผู้บริโภคยังพัฒนาไปอย่างรวดเร็วส่งผลให้อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องคิดค้นนวัตกรรมและนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเทรนด์สำคัญที่น่าจับตามอง ได้แก่ – เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคเลือกที่จะลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ลงหรือไม่ดื่มเลย – การใช้ส่วนผสมที่ให้กลิ่นรสแปลกใหม่และส่วนผสมจากการหมักในเครื่องดื่มประเภทค็อกเทลเพิ่มขึ้น – ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น โดยเจ้าของแบรนด์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หันมาผลิตเครื่องดื่มยอดนิยมในรูปแบบปราศจากแอลกอฮอล์ – การเพิ่มขึ้นของเครื่องดื่มค็อกเทลแบบกระป๋อง เนื่องจากความสะดวกและมีให้เลือกหลายรสชาติ – การเปลี่ยนไปใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค -การผสมกัญชาเข้ากับเครื่องดื่มเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ที่ให้พลังงานต่ำและไม่ทำให้เกิดอาการเมาค้าง By: Editorial Team Food Focus Thailand […]
Solutions to Enhance Accuracy in the Weighing Process
โซลูชันเพื่อความแม่นยำในกระบวนการชั่งน้ำหนัก กระบวนการชั่งน้ำหนัก เป็นกระบวนการหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการควบคุมคุณภาพ จึงจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามหลักการและกฎระเบียบต่างๆ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงระบบจากเดิมที่มีการใช้กระดาษสู่การทำงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยลดข้อผิดพลาดจากการจัดทำเอกสารและช่วยปรับกระบวนการผลิตให้มีความเหมาะสม กระบวนการชั่งน้ำหนักจำเป็นที่จะต้องมีวิธีการจัดการข้อมูล ได้แก่ 1) การสร้างและการถ่ายโอนสูตร หรือขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตาม 2) การชั่งน้ำหนัก 3) การถ่ายโอนข้อมูลเพื่อบันทึกน้ำหนักในแบตช์การผลิตนั้น 4) การถ่ายโอนข้อมูลไปยังระบบ MES (Manufacturing Execution System) เพื่อวิเคราะห์และจัดเก็บข้อมูลต่อไป ทั้งนี้ ผู้ผลิตสามารถเพิ่มความแม่นยำและความสะดวกในการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างกระบวนการชั่งน้ำหนักด้วย 3 โซลูชัน ดังต่อไปนี้ 1. การใช้เครื่องพิมพ์เอกสารในกระบวนการชั่งน้ำหนัก การนำเครื่องพิมพ์เอกสารมาใช้ถือเป็นหนึ่งในวิธีเบื้องต้นที่จะช่วยลดความยุ่งยากในการจัดทำเอกสารและจัดเก็บข้อมูล อีกทั้งยังช่วยลดข้อผิดพลาดในการจดบันทึกอีกด้วย โดยเก็บบันทึกค่าน้ำหนัก จากนั้นพิมพ์ผลลัพธ์ที่ได้เพื่อนำมาจดบันทึกในรายงานแบบแมนนวล ซึ่งจะถูกตรวจสอบอีกครั้งโดยบุคคลที่ 2 ตามหลัก 4 ตา (4 Eyes Principle) และข้อมูลอาจถูกบันทึกลงในระบบ ERP (Enterprise Resource Planning System) ด้วยระบบแมนนวลเช่นกัน 2. การถ่ายโอนข้อมูลแบบอัตโนมัติ หากต้องการลดขั้นตอนและข้อผิดพลาดจากการจดบันทึกแบบแมนนวล เครื่องชั่งน้ำหนักจำเป็นจะต้องรองรับการเชื่อมต่อโดยตรงกับคอมพิวเตอร์ เพื่อที่จะรวบรวมข้อมูลในทิศทางเดียวผ่านโปรแกรม ซึ่งระบบจะนำส่งข้อมูลในรูปแบบโปรโตคอลข้อความ 3. […]
Health Benefits of Fermented Foods on Brain and Cognitive Function
ประโยชน์ของอาหารหมักต่อสุขภาวะทางสมองและการรับรู้ “ลำไส้” มีฉายาว่าเป็น “สมองที่ 2” ของมนุษย์ เนื่องจากลำไส้สามารถทำงานและตัดสินใจได้อย่างอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องให้สมองสั่งการจากระบบประสาท อีกทั้งยังสามารถสร้างสารเซโรโทนินซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ส่งผลต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงสุขภาพจิต ความเครียด และการควบคุมอารมณ์ ลำไส้เชื่อมสมอง (Gut-brain Axis) คือ การสื่อสารกันแบบสองทิศทางระหว่างระบบประสาทลำไส้ (Enteric nervous system) และระบบประสาทส่วนกลางของสมอง (Central nervous system) ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงศูนย์กลางด้านอารมณ์และการรับรู้ของสมองเข้ากับการทำงานของลำไส้ส่วนปลาย จากความก้าวหน้าด้านการวิจัยแสดงให้เห็นว่าจุลินทรีย์ในลำไส้นั้นมีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ของการทำงานดังกล่าว จึงส่งผลต่อการควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบย่อยอาหาร ระบบเผาผลาญ รวมถึงความเครียด โดยตัวอย่างอาหารที่ช่วยสร้างสมดุลให้จุลินทรีย์ในลำไส้ ได้แก่ อาหารหมักและน้ำส้มสายชูหมัก อาหารหมัก: สุดยอดอาหารที่ดีต่อสุขภาพสมอง อาหารหมักล้วนอุดมไปด้วยโพรไบโอติกส์ ซึ่งมีความสามารถในการยับยั้งแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรค ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย และสามารถผลิตกรดไขมันสายสั้นที่ส่งเสริมสุขภาพตัวกั้นระหว่างเลือดกับสมอง (Blood-brain barrier) และปกป้องระบบประสาท นอกจากนี้ กรดไขมันสายสั้นยังมีอิทธิพลต่อการผลิตสารสื่อประสาท เช่น เซโรโทนิน ซึ่งมีบทบาทในการควบคุมอารมณ์ได้ ตัวอย่างของอาหารหมัก ได้แก่ โยเกิร์ต […]
Innovative Enzyme Technology for Trehalose Production from Maltose
บทบาทและอนาคตของทรีฮาโลสในอุตสาหกรรมอาหาร ทรีฮาโลสนั้นมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารมาอย่างยาวนาน โดยเป็นวัตถุเจือปนอาหาร (food additive) ที่ได้ผ่านการรับรองว่ามีความปลอดภัย (Generally Recognized as Safe; GRAS) จากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration; FDA) รวมถึงองค์การอาหารและยาของประเทศไทย โดยทรีฮาโลสเป็นสารที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้น เพิ่มความคงทน และช่วยรักษาเนื้อสัมผัสและรสชาติของผลิตภัณฑ์อาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์แปรรูปแช่แข็ง แช่เย็น และผลิตภัณฑ์อาหารแห้ง เช่น ไอศกรีม ผลไม้แช่แข็ง และผัก โดยทรีฮาโลสมีประสิทธิภาพในการรักษาเสถียรภาพของโปรตีนและเยื่อหุ้มเซลล์ระหว่างการแช่แข็งและละลายน้ำแข็ง ช่วยป้องกันการก่อตัวของผลึกน้ำแข็งขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถทำลายโครงสร้างของอาหารได้ และด้วยคุณสมบัติของทรีฮาโลสที่เป็นน้ำตาล non-reducing ซึ่งให้หากมีเติมทรีฮาโลสแล้วสีของอาหารจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นสีน้ำตาลเมื่อโดนความร้อน จึงทำให้ลักษณะทางกายภาพของอาหารไม่มีการเปลี่ยนแปลงหลังจากผ่านการแปรรูป นอกจากนี้ในผลิตภัณฑ์ขนมอบหรือเบเกอรี การเติมทรีฮาโลสจะช่วยรักษาความชื้น จึงทำให้ได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มขึ้น และช่วยให้อายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์ยาวนานขึ้นอีกด้วย อีกทั้งทรีฮาโลสยังทำหน้าที่เป็นสารให้ความหวาน มีความสามารถในการป้องกันกลิ่นและรสที่ไม่พึงประสงค์ อันเกิดจากกระบวนการ degradation ของแป้ง ไขมัน และโปรตีน ที่เกิดจากกระบวนการให้ความร้อน ความเย็น หรือปฏิกิริยาออกซิเดชันอีกด้วย อีกทั้งทรีฮาโลสยังมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งหมายความว่าจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ จึงสามารถประยุกต์ใช้ในอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานได้เมื่อบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม By: Verawat Champreda, […]







