Skip to main content
T_SAMYANG0126
T_GNT0126
THAICARGOEXPO1025
T_OHAUS
T_Interpack26
T_VEGA

What's In

Encapsulation: Masking Off-flavor Technique for the Food Industry
What's In

Encapsulation: Masking Off-flavor Technique for the Food Industry

เอนแคปซูเลชัน: เทคนิคการบดบังกลิ่นรสไม่พึงประสงค์สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร การบดบังกลิ่นรสไม่พึงประสงค์ด้วยเทคนิคเอนแคปซูเลชัน กลิ่นและรสที่ไม่พึงประสงค์ถือเป็นอีกปัญหาสำคัญในกระบวนการผลิตอาหาร ดังนั้น จึงมีการนำ เทคนิคเอนแคปซูเลชัน (Encapsulation) มาใช้เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งนอกจากเทคนิคดังกล่าวจะสามารถบดบังกลิ่นและรสที่ไม่พึงประสงค์ได้แล้ว ยังสามารถกักเก็บสารสำคัญในอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และรักษาคุณสมบัติของสารสำคัญเหล่านั้นในผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ไว้ได้ อีกทั้งยังสามารถใช้เพื่อควบคุมการปลดปล่อยส่วนผสมที่ห่อหุ้มไว้เพื่อให้ไปถึงจุดเป้าหมายที่ตรงตามเวลาในอัตราที่ต้องการได้ โดยกระบวนการเอนแคปซูเลชันจะเป็นการใช้สารหรือส่วนผสมต่างๆ ในการเคลือบ (Coating) สารที่ต้องการห่อหุ้ม (Entrapped) ซึ่งสารที่ใช้ในการเคลือบมักถูกเรียกว่า Wall material, Carrier, Membrane, Shell หรือ Coating material เทคนิคเอนแคปซูเลชัน ในปัจจุบันเทคนิคการทำเอนแคปซูเลชันมีหลากหลายรูปแบบ ผู้ผลิตจึงสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์และลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการผลิต โดยบทความนี้จะนำเสนอวิธีที่นิยมใช้ในการบดบังกลิ่นรสที่ไม่พึงประสงค์สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร อันได้แก่ 1. ฟลูอิดไดซ์เบด (Fluidized bed coating) เทคนิคฟลูอิดไดซ์เบด เป็นการใช้ลมเป่าให้อนุภาคตัวอย่างเคลื่อนที่ไปอย่างต่อเนื่องและมีอิสระภายในระบบ จากนั้นจะทำการพ่นสารห่อหุ้มหรือเคลือบบนผิวของตัวอย่าง ซึ่งลมที่ใช้จะช่วยในการกระจายและถ่ายเทความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ตัวอย่างแห้งอย่างสม่ำเสมอและลดการเกาะตัวของอนุภาค 2. การทำแห้งแบบพ่นฝอย (Spray drying) กระบวนการนี้จะรวมสารห่อหุ้มเข้ากับสารให้กลิ่นรสผ่านการทำแห้งแบบพ่นฝอย ซึ่งหลักการทำงานจะเกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนมวลและความร้อนระหว่างสารที่เป็นของแข็งกับสภาวะแวดล้อมที่เป็นก๊าซด้วยการระเหยน้ำออกจากสารที่เป็นของแข็ง ส่วนก๊าซที่ใช้ในระบบอาจเป็นอากาศในสภาวะปกติหรือใช้ก๊าซเฉื่อย เช่น ไนโตรเจน 3. […]

Development of Meat Emulsion Noodles Products from Animal Ingredients
What's In

Development of Meat Emulsion Noodles Products from Animal Ingredients

การพัฒนาผลิตภัณฑ์เส้นอิมัลชันจากวัตถุดิบเนื้อสัตว์ กระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์เส้นอิมัลชันจากเนื้อสัตว์ โปรตีนในเนื้อสัตว์มีองค์ประกอบหลักที่สำคัญ คือ โปรตีนไมโอไฟบริลลา (myofibrillar protein) ซึ่งประกอบด้วยโปรตีนแอกติน (actin) และไมโอซิน (myosin) ที่มีสมบัติในการละลายได้ในสารละลายน้ำเกลือเข้มข้นที่สภาวะอุณหภูมิต่ำ โปรตีนดังกล่าวเปรียบเสมือนสารอิมัลซิไฟเออร์ (emulsifier) ตามธรรมชาติ ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำให้ส่วนที่ไม่สามารถละลายหรือกระจายตัวเข้าด้วยกัน (เช่น ส่วนที่ละลายได้ในน้ำและส่วนที่ละลายได้ในไขมันหรือน้ำมัน) สามารถกระจายตัวอยู่ด้วยกันได้ โดยเมื่อโปรตีนทั้งสองถูกละลายออกมา จะทำให้เกิดการจัดเรียงโครงสร้างเป็นร่างแห และทำให้ส่วนที่ไม่ละลายน้ำกระจายอยู่ภายในโครงสร้าง จึงเกิดเป็นลักษณะที่เรียกว่า “อิมัลชัน” วัตถุดิบหลักที่จำเป็นในการผลิตผลิตภัณฑ์เส้นอิมัลชันจากเนื้อสัตว์ ประกอบด้วยส่วนของเนื้อสัตว์ ไขมันสัตว์ เกลือ น้ำแข็ง และเครื่องปรุงรส โดยอาจมีการผสมแป้งหรือไม่ผสมก็ได้ ส่วนกระบวนการผลิตเส้นอิมัลชันจากเนื้อสัตว์นั้นมี 2 ขั้นตอนที่สำคัญ ประกอบด้วย การเตรียมส่วนผสมที่เรียกว่าแบทเทอร์ (batter) และการขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์เส้น ปัจจัยสำคัญที่ต้องควบคุมในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์อิมัลชันจากเนื้อสัตว์ (โสรยา, 2567) ประกอบด้วย 1) ต้องบดเนื้อสัตว์ให้ละเอียดเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสให้โปรตีนได้สัมผัสกับเกลือมากขึ้น 2) ต้องมีเกลือเป็นส่วนผสมในการละลายโปรตีนแอกตินและไมโอซิน  3) ต้องควบคุมอุณหภูมิในระหว่างการละลายโปรตีนให้ต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียส และระหว่างการผลิตผลิตภัณฑ์อิมัลชันต้องมีการควบคุมอุณหภูมิตลอดกระบวนการผลิตไม่ให้เกิน 14 องศาเซลเซียส โดยอาจมีการแช่เย็นเนื้อสัตว์ให้มีอุณหภูมิต่ำกว่า 4 […]

Plant Protein: Challenges and New Alternatives for the Pet Food Industry Towards Food Security
What's In

Plant Protein: Challenges and New Alternatives for the Pet Food Industry Towards Food Security

โปรตีนพืช: ความท้าทายและทางเลือกใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง เพื่อความมั่นคงทางอาหาร โปรตีนจากพืชได้มาจากผลิตผลทางการเกษตร เช่น ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา ถั่วเขียว ถั่วเลนทิล ถั่วแดง ข้าวสาลี และข้าวบาร์เลย์ อย่างไรก็ตามโปรตีนที่มาจากแหล่งเดียวกันจะไม่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นครบทั้งหมดในสัดส่วนที่เหมาะสมต่อความต้องการของสัตว์เลี้ยง ดังนั้นการใช้โปรตีนจากหลากหลายแหล่งและการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรในปริมาณที่เหมาะสมกับสัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดจะช่วยให้มั่นใจได้ว่ามีกรดอะมิโนที่จำเป็นทั้งหมดอยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้ความต้องการโปรตีนในอาหารของสุนัขและแมวยังขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ องค์ประกอบของร่างกาย และสภาวะทางสรีรวิทยา (การตั้งครรภ์ การให้นมลูก หรือสภาวะทางสุขภาพ) ความสามารถในการย่อยโปรตีนพืชของสัตว์เลี้ยง สุนัขและแมวมีความสามารถสูงในการย่อยโปรตีนในระบบทางเดินอาหาร โดยใช้เอนไซม์ในระบบทางเดินอาหารที่ร่างกายมีอยู่ตามธรรมชาติ คือ โปรตีเอสสำหรับการย่อยโปรตีน4 เมื่อเปรียบเทียบความสามารถในการย่อยได้ของแหล่งโปรตีนพืชที่ประกอบด้วยกลูเตนจากข้าวสาลี โปรตีนถั่วเหลืองไอโซเลต เมื่อเทียบกับโปรตีนจากสัตว์ คือ เนื้อหมูอบแห้ง เนื้อสัตว์ปีก และเนื้อแกะ พบว่าสุนัขและแมวมีความสามารถในการย่อยได้ของโปรตีนกลูเตนจากข้าวสาลีสูงถึงร้อยละ 99 และความสามารถในการย่อยโปรตีนถั่วเหลืองไอโซเลต คือ ร้อยละ 95 ซึ่งสูงกว่าแหล่งโปรตีนจากสัตว์ ดังภาพที่ 2 (ศูนย์วิจัยโรยัลคานิน, 2024) นอกจากนี้ Golder et al. (2020) ได้ทำการศึกษาความสามารถในการย่อยโปรตีนพืชและสัตว์ของสุนัขและแมว โดยใช้สุนัข […]

The Possibility of Healthier Processed Meat Products
What's In

The Possibility of Healthier Processed Meat Products

ความเป็นไปได้ของผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปเป็นหนึ่งในอาหารหลักสำหรับผู้บริโภคทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นไส้กรอก แฮม เบคอน ลูกชิ้น แฮมเบอร์เกอร์ และนักเก็ต โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพและการเติมส่วนผสมในสัดส่วนที่พอเหมาะเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี อย่างไรก็ตาม เนื้อสัตว์แปรรูปมักถูกมองว่าประกอบด้วยส่วนผสมที่อาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เกิด การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ด้วยการปรับลด ทดแทน หรือตัดส่วนผสมบางชนิดออก โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบสำคัญอย่างเกลือ ไขมัน สารไนไตรต์และไนเตรต รวมทั้งสารปรุงแต่งกลิ่นรส เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ทางเลือกใหม่ที่ดีต่อสุขภาพ 1. ทางเลือกใหม่ของไขมัน ปัจจุบัน มีการประยุกต์ใช้เทคนิคโอลีโอเจล (oleogel) เพื่อเลียนแบบไขมันอิ่มตัวในเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น แพตตี้ ไส้กรอก และนักเก็ต ซึ่งเทคนิคนี้เป็นการดัดแปลงโครงสร้างของน้ำมันให้อยู่ในสถานะกึ่งของแข็ง โดยใช้วิธีการเกิดเจล การขึ้นรูป การใช้สารก่อโอลีโอเจล และการเกิดอิมัลชัน เพื่อให้ได้ลักษณะของไขมันใกล้เคียงกับไขมันสัตว์แบบปกติ 2. ปรับเปลี่ยนองค์ประกอบของเกลือ เกลือในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์มีบทบาทในการเพิ่มรสชาติ สร้างเนื้อสัมผัส ต้านจุลินทรีย์ และช่วยถนอมอาหาร โดยเทคนิคการปรับลดเกลือสามารถทำได้หลายวิธี (1) การใช้สารทดแทนเกลือโซเดียม (salt replacement) ด้วยเกลือโพแทสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียม (KCI, MgCI2, CaCI2 และ […]

Promoting A Sustainable Food Safety and Food Quality Culture
What's In

Promoting A Sustainable Food Safety and Food Quality Culture

การส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยอาหารและคุณภาพอาหารอย่างยั่งยืน แนวทางการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยอาหารและคุณภาพอย่างยั่งยืน 1.ระบบการจัดการความปลอดภัยอาหาร แน่นอนว่าวัฒนธรรมความปลอดภัยอาหารและคุณภาพอาหารนั้นต้องเป็นการปฏิบัติที่ไม่ได้เน้นการควบคุมและทวนสอบ แต่เน้นให้มีการปฏิบัติได้ด้วยตนเองโดยที่ไม่มีเงื่อนไข มุ่งเน้นให้ผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัยจริงจากความตระหนักรู้ที่ไม่ใช่ปฏิบัติตามคำสั่งเพียงเพื่อต้องการให้ได้รับการรับรองมาตรฐานเท่านั้น แม้ว่าในทางปฏิบัติ องค์กรที่เริ่มต้นนำระบบการจัดการความปลอดภัยอาหารมาใช้อาจเกิดจากเงื่อนไขความต้องการของลูกค้า แต่ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการนำระบบมาใช้เพื่อให้เกิดวัฒนธรรมความปลอดภัยอาหารในองค์กร 2.กระบวนการพัฒนาบุคลากร การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และความตระหนักด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหารถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรม เช่น 2.1 การฝึกอบรม 2.2 การสื่อสาร ต้องหาแนวทางสื่อสารให้พนักงานเห็นว่าเรื่องความปลอดภัยอาหารไม่ใช่เป็นเรื่องของบริษัทกับลูกค้าเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวกับพนักงาน โดยเน้นการสื่อสารให้เกิดความตระหนักรู้และนำไปสู่การปฏิบัติ ทั้งนี้การสื่อสารอาจแทรกอยู่ในโอกาสต่างๆ นอกเหนือจากการฝึกอบรม 2.3 การติดตามและการวัดผลงาน ควรจะเน้นเกณฑ์การวัดผลงานที่สะท้อนถึงประสิทธิผลหลังจากการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น พนักงานมีความเข้าใจมากขึ้น จำนวนครั้งของความผิดพลาดในการทำงานและจำนวนข้อร้องเรียนของลูกค้าลดลง โดยไม่ควรเน้นที่ความพึงพอใจของพนักงานที่อาจจะไม่ได้เชื่อมโยงกับประสิทธิผลของการดำเนินงาน 2.4 กิจกรรมกระตุ้นการมีส่วนร่วมของพนักงาน การทำให้พนักงานเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในคุณค่าของงานและการทำงานในองค์กรที่ไม่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยอาหาร 3.ทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวก ผู้บริหารต้องแสดงความจริงใจให้พนักงานได้เห็นถึงความสำคัญของความปลอดภัยอาหาร โดยองค์กรต้องจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการปฏิบัติงานที่ช่วยให้เกิดความปลอดภัยทางอาหารได้อย่างแท้จริง มีการจัดสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานที่เหมาะสมซึ่งสอดคล้องตามข้อกำหนด มีการพัฒนาขั้นตอนของการขออนุมัติจัดซื้อจัดหาให้รวดเร็วยิ่งขึ้น หากมีวัสดุอุปกรณ์ที่เสียหายต้องรีบปรับปรุงหรือหยุดการใช้อุปกรณ์ชั่วคราว รวมถึงต้องมีการซ่อมแซมเพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับสินค้า 4.การนำนวัตกรรมมาประยุกต์เพื่อช่วยในการบริหารจัดการ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะทำให้เกิดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมการจัดการที่หลากหลายเพื่อนำมาใช้ในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยอาหารได้ By: Jedsada Tipmontian, Ph.D. Logistics Management (International Program) International Academy of Aviation Industry |King […]

Intelligence Storage for Vegetables and Fruits: Revolutionizing Fresh Produce Preservation
What's In

Intelligence Storage for Vegetables and Fruits: Revolutionizing Fresh Produce Preservation

การจัดเก็บข้อมูลอัจฉริยะสำหรับผักและผลไม้: ปฏิวัติการเก็บรักษาเพื่อคงความสดใหม่ของผลผลิต การจัดเก็บข้อมูลอัจฉริยะ (Intelligence Storage) คือ การใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์ IoT ในการตรวจวัดและควบคุมสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และก๊าซชนิดต่างๆ ในห้องเก็บผลผลิต โดยระบบจะเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อนำไปวิเคราะห์และใช้เทคโนโลยี AI ในการทำนายการเสื่อมสภาพของผักและผลไม้ เพื่อรักษาความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ รวมถึงแนะนำการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในห้องเก็บผลผลิต เช่น การเพิ่มความชื้นหรือการลดระดับอุณหภูมิ เพื่อชะลอกระบวนการเสื่อมสภาพของผลผลิตได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ ระบบยังสามารถแจ้งเตือนเมื่อพบการเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้อีกด้วย เทคโนโลยี IoT มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อเซนเซอร์ในห้องเก็บรักษาผักและผลไม้กับระบบจัดการข้อมูล โดยการเก็บข้อมูลจากเซนเซอร์จะมีการส่งต่อไปยัง AI ที่จะช่วยวิเคราะห์และประมวลผล เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมในห้องเก็บรักษาผลผลิตได้แบบเรียลไทม์ เช่น หากเซนเซอร์ตรวจพบระดับอุณหภูมิในห้องเก็บผลไม้ที่สูงเกินไป ระบบจะสั่งการให้เครื่องทำความเย็นทำงานเพื่อรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม นอกจากนี้ เทคโนโลยี AI ยังสามารถทำนายแนวโน้มการเสื่อมสภาพของผลผลิตจากข้อมูลที่ผ่านมา เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ทั้งนี้ การใช้เทคโนโลยี AI จำเป็นที่จะต้องอาศัยอุปกรณ์ต่างๆ ในการประมวลผลและควบคุมสภาพแวดล้อมภายในห้องเก็บสินค้า เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างอัตโนมัติและมีความแม่นยำ โดยมีอุปกรณ์หลักที่ใช้ ดังนี้ เซนเซอร์ (Sensors) ตัวควบคุม (Controllers) หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit; […]

Unraveling Food Spoilage: How to Estimate Shelf Life Extension?
What's In

Unraveling Food Spoilage: How to Estimate Shelf Life Extension?

ไขปริศนาการเสื่อมเสียคุณภาพของอาหาร เพื่อคาดการณ์อายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ การศึกษาอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์ การศึกษาอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์ด้วยวิธีการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์จนเสื่อมเสีย เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการกำหนดอายุสิ้นสุดของคุณภาพผลิตภัณฑ์นั้น ก็อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีมากนัก ดังนั้นจึงมีวิธีการศึกษาอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ในสภาวะเร่ง (Accelerated Shelf life Testing) เช่น การเร่งด้วยอุณหภูมิ การเร่งด้วยแสง การเร่งด้วยความชื้น และการเร่งด้วยแก๊สชนิดต่างๆ เป็นต้น จากนั้นจึงเก็บข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์มาใช้ในการกำหนดอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์ โดยใช้เทคนิคต่างๆ ดังนี้ 1.ปฏิกิริยาทางจลนพลศาสตร์ (Reaction Kinetics) คือ การศึกษาการเปลี่ยนแปลงและกลไกทางปฏิกิริยาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์อาหารระหว่างการศึกษาอายุการเก็บรักษาในสภาวะเร่ง เช่น 1) ปฏิกิริยาทางเคมี (Chemical Reaction) เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วส่งผลให้ได้สารใหม่ที่มีคุณสมบัติที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น การเกิดปฏิกิริยาเมลลาร์ด (Maillard Reaction) ในผลิตภัณฑ์นม ซึ่งทำให้นมเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล (Li et al., 2023) 2) ปฏิกิริยาทางจุลินทรีย์ (Microbial Reaction) ที่เกี่ยวข้องกับการเจริญของจุลินทรีย์ ซึ่งส่งผลให้เกิดการหมัก การเน่าเสีย รวมทั้งการสร้างสารพิษจากเชื้อจุลินทรีย์ 3) ปฏิกิริยาทางชีวเคมี (Biochemical Reaction) เกิดจากการทำงานของเอนไซม์ที่ส่งผลให้เกิดการเน่าเสียหรือเสื่อมคุณภาพ […]

Good Hygiene Management Standards in Pig Slaughterhouses, Processing Plants, and Pork Processing Facilities
What's In

Good Hygiene Management Standards in Pig Slaughterhouses, Processing Plants, and Pork Processing Facilities

มาตรฐานการจัดการด้านสุขลักษณะที่ดีในโรงเชือด โรงชำแหละ และโรงงานแปรรูปสุกร กฎระเบียบที่เกี่ยวกับการผลิตเนื้อสุกรของประเทศไทย ประเทศไทยมีกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเนื้อสุกรมากมาย จึงขอยกตัวอย่างกฎหมายและกฎระเบียบที่สำคัญ ตั้งแต่การจัดการฟาร์มไปจนถึงการจำหน่ายเนื้อสัตว์ อาทิ -การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร (Good Agricultural Practices; GAP) เป็นมาตรฐานบังคับ พ.ศ 2566  -พระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558: กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารสัตว์ -พระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559: กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการฆ่าสัตว์ การขนส่งเนื้อสัตว์ และการจำหน่ายเนื้อสัตว์ -การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงฆ่าสุกร (Good Manufacturing Practice for Slaughterhouse): กำหนดขั้นตอนการผลิตที่ถูกสุขลักษณะในโรงฆ่าสัตว์ -พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535: กำหนดมาตรการในการควบคุมมลพิษจากกิจกรรมการผลิต -พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสุขาภิบาลโรงฆ่าสัตว์ และโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสัตว์ คือ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ รวมทั้งสารกำจัดแมลงและสัตว์รบกวน ล้วนจัดเป็นวัตถุอันตรายตามความหมายของพระราชบัญญัตินี้ อุตสาหกรรมการผลิตสุกรของประเทศไทยนั้นมีมาตรฐานต่างๆ ตามที่กรมปศุสัตว์ได้มีการกำหนดและควบคุม ตั้งแต่ขั้นตอนการเลี้ยงสุกรที่ต้องผ่านการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร (Good Agricultural Practices; GAP) เป็นมาตรฐานบังคับ พ.ศ […]

Palatants: The (Not) Secret Recipe to Enhance Your Lovely Pet’s Food Palatability
What's In

Palatants: The (Not) Secret Recipe to Enhance Your Lovely Pet’s Food Palatability

สูตร(ไม่)ลับเพื่อเพิ่มความอร่อยในอาหารของสัตว์เลี้ยงแสนรัก อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลกมีแนวโน้มการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนสัตว์เลี้ยง รวมถึงพฤติกรรมและความต้องการในการเลือกซื้ออาหารและผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยงของผู้บริโภคในปัจจุบันนี้ ได้แก่ 1) การให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเสมือนเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว (Pet Humanization) 2) การให้ความสำคัญกับสุขภาพของสัตว์เลี้ยง 3) ช่องการจัดจำหน่ายผ่านทางออนไลน์และออฟไลน์ควบคู่ไปด้วยกัน (Omni Channel) และ 4) การเลือกบรรจุภัณฑ์ที่คำนึงถึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม จึงกล่าวได้ว่า เจ้าของสัตว์เลี้ยงนั้นให้ความสำคัญแก่คุณค่าทางโภชนาการ และให้ความสนใจต่อความพึงพอใจของสัตว์เลี้ยงมากขึ้น นอกจากนี้อิทธิพลจากการแสดงความคิดเห็นออนไลน์ และคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากสัตว์เลี้ยงตัวอื่นๆ นั้นล้วนมีส่วนในการตัดสินใจ ซึ่งแนวโน้มเหล่านี้ผลักดันให้ผู้ผลิตพยายามใช้นวัตกรรมต่างๆ ในการผลิตอาหารสัตว์ เพื่อตอบสนองความคาดหวังของผู้บริโภค หนึ่งในนั้นคือการใช้สารเพิ่มความน่ากิน (Palatants) เพื่อเพิ่มกลิ่นรส และความน่ากินของอาหารสัตว์เลี้ยง สารเพิ่มความน่ากิน (Palatants) คือ สารที่เติมลงในอาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อช่วยปรับปรุงกลิ่นรส และเนื้อสัมผัสของอาหาร เพื่อดึงดูดให้สัตว์เลี้ยงมีความสนใจอาหารมากขึ้น ซึ่งสารเหล่านี้มีความสำคัญ โดยเฉพาะในกรณีที่อาหารนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน แต่อาจจะมีกลิ่นหรือรสชาติที่ไม่น่าดึงดูดใจสัตว์เลี้ยง โดยพบว่าสารดังกล่าวมักถูกใช้การผลิตอาหารแห้ง (Dry Food) และใช้ในอัตราส่วนที่สูงกว่าอาหารเปียก (Wet Food) เนื่องจากอาหารเปียกมีความน่ากินตามธรรมชาติจากเทคนิคการแปรรูปและมีความชื้นที่สูงกว่า ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ในการใช้สารเพิ่มความน่ากิน ได้แก่ การเสริมรสชาติ เช่น สารสกัดจากสัตว์ และยีสต์ การเสริมกลิ่น […]

UV-C Radiation: A Technology to Enhance Safety and Quality in Meat Products
What's In

UV-C Radiation: A Technology to Enhance Safety and Quality in Meat Products

รังสี UV-C หรือ Ultraviolet C เป็นหนึ่งในสามประเภทของแสงอัลตราไวโอเลตที่มีความยาวคลื่นในช่วง 200-280 นาโนเมตร ซึ่งมีช่วงความยาวคลื่นสั้นที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงความยาวคลื่นของรังสี UV-A (320-400 นาโนเมตร) และรังสี UV-B (280-320 นาโนเมตร) โดยรังสี UV-C มีพลังงานสูงที่สุดจึงสามารถทำลาย DNA และ RNA ของจุลินทรีย์ได้โดยตรง อีกทั้งยังทำให้เกิดความเสียหายต่อเยื่อหุ้มเซลล์ของจุลินทรีย์ ส่งผลให้จุลินทรีย์ถูกทำลายไปในที่สุด ด้วยเหตุนี้รังสี UV-C จึงถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารอย่างแพร่หลายเพื่อเป็นเครื่องมือในการทำลายเชื้อจุลินทรีย์ โดยมักถูกนำมาใช้ในการกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ในน้ำ อากาศและภาชนะบรรจุ เป็นต้น ซึ่งข้อได้เปรียบของการใช้รังสี UV-C คือ สามารถลดการใช้สารเคมีสำหรับฆ่าเชื้อต่างๆ ได้จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้สามารถใช้แทนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูงได้อีกด้วย ทำให้สามารถรักษาคุณภาพทางประสาทสัมผัสและคุณค่าทางโภชนาการที่ไวต่อความร้อนได้ การใช้รังสี UV-C เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ในเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์เป็นแหล่งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุ ซึ่งเป็นสารอาหารที่ดีต่อร่างกายมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกัน สารอาหารเหล่านี้ก็ส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ในเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ตั้งแต่ภายหลังการเชือด การตัดแต่ง การแปรรูป และการเก็บรักษา โดยภายหลังการเชือด ซากสัตว์อาจจะมีการสัมผัสกับพื้นผิวต่างๆ ทำให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ได้ทั้งเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคและเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเน่าเสีย ซึ่งปริมาณการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์นั้นส่งผลโดยตรงกับคุณภาพและความปลอดภัยของเนื้อสัตว์ จากที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นถึงคุณสมบัติของรังสี […]

Growth-Related Myopathies: Silent Issues Among Poultry and Food Industries
What's In

Growth-Related Myopathies: Silent Issues Among Poultry and Food Industries

เนื้อไก่เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงและได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วโลก ทั้งนี้อุตสาหกรรมสัตว์ปีกได้มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมา จากแนวโน้มความต้องการในการบริโภคเนื้อไก่ที่เพิ่มสูงขึ้น ผู้ผลิตจึงได้พัฒนาสายพันธุ์ให้เนื้อ (Commercial meat-type breed) ของสัตว์ปีกที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพในการแลกเนื้อสูงและให้ผลผลิตเนื้ออก เนื้อน่อง และเนื้อสะโพกในปริมาณสูงเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว ถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมสัตว์ปีกจะประสบความสำเร็จในการพัฒนาสายพันธุ์ไก่และไก่งวงที่ให้ผลผลิตเนื้อในปริมาณมากภายในระยะเวลาอันรวดเร็วและมีต้นทุนต่ำก็ตาม แต่ตลอดระยะเวลาเกือบ 15 ปีที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมสัตว์ปีกกลับพบความผิดปกติในเนื้อไก่และเนื้อไก่งวง ซึ่งความผิดปกติและความรุนแรงนั้นแปรผันตรงกับขนาดตัวและขนาดเนื้ออกไก่ โดยมีการนิยามความผิดปกติดังกล่าวว่า “ความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต (Growth-related myopathies)”  ซึ่งความผิดปกติดังกล่าวมีสาเหตุมาจาก 2 ประเด็น ได้แก่ ปัจจัยจากพันธุกรรม (Genetics) และปัจจัยอื่นนอกเหนือจากพันธุกรรม (Non-genetics) ซึ่งทั้งสองปัจจัยมีส่วนในการเร่งให้สัตว์โตและมีขนาดของกล้ามเนื้อที่ขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงปี พ.ศ. 2565–2566 ที่ผ่านมาภาคอุตสาหกรรมไก่เนื้อในต่างประเทศได้เริ่มยอมรับว่าความผิดปกติแบบ WS เป็นระดับที่ไม่รุนแรงมาก (Mild) กลายเป็นลักษณะปกติ (New norm) ของอกไก่เนื้อและไก่งวงแล้ว ทั้งนี้ ความผิดปกติดังกล่าวส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็น ลักษณะของชิ้นเนื้อที่ไม่สวย ความสามารถในการอุ้มน้ำลดลง เส้นใยกล้ามเนื้อไม่ยึดติดกัน รวมถึงเนื้อสัมผัสของเนื้อไก่สุกมีความแข็งกระด้างและมีรสชาติที่จืดลง แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้ประโยชน์จากความผิดปกติดังกล่าวได้ โดยผู้ประกอบการสามารถคัดแยกเนื้อที่มีตำหนิในระดับที่ไม่รุนแรงมาก (Mild และ Moderate) ไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป […]

Food Safety Control in Thailand:<br>Threats, Challenges, and Management Approaches
What's In

Food Safety Control in Thailand:<br>Threats, Challenges, and Management Approaches

การควบคุมความปลอดภัยอาหารของประเทศไทย: ภัยคุกคาม ความท้าทาย และแนวทางการจัดการ สถานการณ์ความไม่ปลอดภัยด้านอาหารในประเทศไทย ปัจจุบันความไม่ปลอดภัยด้านอาหารในประเทศไทยเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ดังนี้ 1.การใช้สารเคมีทางการเกษตร 2.มาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร 3.อาหารแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหาร 4.การขาดความรู้และการเฝ้าระวัง การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐฯ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค เพื่อสร้างมาตรฐานและการรับรู้ด้านความปลอดภัยอาหารให้ดียิ่งขึ้น การควบคุมความปลอดภัยอาหารในประเทศไทย ความปลอดภัยด้านอาหารเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน และคุณภาพชีวิตของสังคม ซึ่งการเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพถือเป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคน ในบริบทของโลกปัจจุบัน ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนหรือมีสารพิษตกค้างนั้นมีมากขึ้น ไม่ว่าจะมาจากการใช้สารเคมีในการทำการเกษตร การปนเปื้อนระหว่างกระบวนการผลิต หรือการจัดเก็บที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ดังนั้น การควบคุมความปลอดภัยในอาหารจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพของประชาชนและการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยการควบคุมความปลอดภัยอาหารต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการผลิตไปจนถึงการบริโภคอาหาร ความไม่ปลอดภัยด้านอาหารในอนาคต: แนวโน้มและความท้าทายที่ต้องเผชิญ ในอนาคต ความไม่ปลอดภัยด้านอาหารมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นจากปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขยายตัวของประชากร ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนสร้างความท้าทายใหม่ๆ ให้กับระบบการผลิตและการบริโภคอาหาร ทั้งนี้ ความไม่ปลอดภัยด้านอาหารที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตสามารถแบ่งออกได้ตามสาเหตุ ดังนี้ 1.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อการผลิตอาหาร 2.การขยายตัวของประชากรและการขาดแคลนทรัพยากร 3.การปนเปื้อนของจุลินทรีย์และเชื้อโรคใหม่ๆ 4.การขาดแคลนการกำกับดูแลและมาตรฐาน 5.อาหารแปรรูปและสารเคมีในอาหาร แนวทางการรับมือกับความไม่ปลอดภัยอาหาร 1.การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการเกษตร 2.การเสริมสร้างมาตรฐานและการกำกับดูแล 3.การส่งเสริมการบริโภคที่ยั่งยืน By: Araya Rojjanawanicharkorn Expert of [&hellip;]