What's In
Advancements in Low FODMAP Food Development and Appropriate Nutrition
ความก้าวหน้าของการพัฒนาอาหาร Low FODMAP และโภชนาการที่เหมาะสม ปัจจุบันโรค โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome; IBS) ได้รับความสนใจมากขึ้น ซึ่งสะท้อนได้จากจำนวนงานวิจัยและบทความทางวิชาการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทางเลือกในปัจจุบันของการจัดการอาการของโรค IBS ที่ได้รับการพิจารณามากขึ้น คือ การรักษาโดยไม่ใช้ยา เช่น การปรับเปลี่ยนอาหารและการรักษาด้านจิตวิทยา ด้วยเหตุนี้ การลดการบริโภคอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตย่อยยากและถูกหมักได้ในระบบทางเดินอาหาร หรือที่เรียกว่า FODMAP ซึ่งย่อมาจาก Fermentable Oligosaccharides, Disaccharides, Monosaccharides, and Polyols จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างยิ่งในการบรรเทาอาการเรื้อรังซึ่งพบได้บ่อยในผู้ป่วย IBS และภาวะแบคทีเรียในลำไส้เล็กไม่สมดุล (Small Intestinal Bacterial Overgrowth; SIBO) ความสำคัญของอาหาร Low FODMAP และการดูดซึมสารอาหารสู่ร่างกาย สมาคมประสาททางเดินอาหารและการเคลื่อนไหว (ไทย) ได้แนะนำแนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนในประเทศไทย พ.ศ. 2565 โดยกำหนดให้การรับประทานอาหาร Low FODMAP อยู่ภายใต้คำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งการรับประทานอาหารดังกล่าวสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่ […]
Advanced Drying Technology for Manufacturing of Fruit-Based Snacks
เทคโนโลยีการอบแห้งขั้นสูงในการผลิตขนมขบเคี้ยวจากผลไม้ การอบแห้งโดยใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่งเพื่อคุณภาพขนมขบเคี้ยวที่ดีกว่า การอบแห้งแบบใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่ความดันต่ำ (Low-Pressure Superheated Steam Drying; LPSSD) เป็นการรวมข้อดีของการอบแห้งแบบสุญญากาศ (vacuum drying) ได้แก่ ความสามารถในการอบแห้งที่อุณหภูมิต่ำ เข้ากับข้อดีของการอบแห้งแบบใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่ง (superheated steam drying) ได้แก่ การไม่มีออกซิเจนในระบบอบแห้ง จึงไม่ทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันที่ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ในระหว่างการอบแห้ง เช่น ปฏิกิริยาการเกิดสีน้ำตาลและปฏิกิริยาการเสื่อมสลายของวิตามินที่เกี่ยวข้องกับเอนไซม์ ส่งผลให้สามารถรักษาสี และคุณค่าทางโภชนาการต่าง ๆ ไว้ได้ค่อนข้างดีเมื่อเปรียบเทียบกับการอบแห้งด้วยอากาศร้อน นอกจากนี้ จุดเด่นของกระบวนการอบแห้งแบบใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่ความดันต่ำที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง คือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการอบแห้งวิธีนี้มักมีความพรุนสูงกว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการอบแห้งโดยใช้อากาศร้อน มีเนื้อสัมผัสที่พึงประสงค์ (แข็งน้อยและกรอบมาก) และยังคงคุณภาพในแง่ของสีและคุณค่าทางโภชนาการได้เป็นอย่างดี ดังนั้น จึงนับได้ว่าการอบแห้งแบบใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่ความดันต่ำเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจสำหรับการผลิตขนมขบเคี้ยวที่ปราศจากน้ำมัน (โดยเฉพาะจากวัตถุดิบในกลุ่มผักและผลไม้) แต่ยังคงมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ต่าง ๆ ของขนมขบเคี้ยว เช่น เนื้อสัมผัสกรุบกรอบ สี กลิ่นรส และคุณค่าทางโภชนาการที่คล้ายกับวัตถุดิบตั้งต้นไว้ได้ อย่างไรก็ตาม การอบแห้งโดยใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่ความดันบรรยากาศยังเป็นการอบแห้งที่ต้องใช้อุณหภูมิค่อนข้างสูง จึงไม่เหมาะสำหรับวัตถุดิบที่อาจเสื่อมสภาพได้ง่ายภายใต้สภาวะการผลิตที่มีอุณหภูมิสูง เช่น ผัก ผลไม้ และสมุนไพร ด้วยเหตุนี้ จึงมีการพัฒนากระบวนการอบแห้งรูปแบบใหม่ […]
The Future of Sustainable Alternative Milk Technology: A Collaborative Ecosystem for Nourishing the Planet
อนาคตของเทคโนโลยีนมทางเลือกที่ยั่งยืน: ความร่วมมือของระบบนิเวศเพื่อสร้างโลกที่น่าอยู่ เจาะลึกด้านเทคโนโลยีชีวภาพและเทคโนโลยีการอาหาร • โปรตีนจากการเพาะเลี้ยง: เทคโนโลยีที่กำลังได้รับการพัฒนานี้มาจากการเพาะเลี้ยงผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมจากสัตว์โดยตรง ซึ่งเป็นการเพาะเลี้ยงเซลล์แทนการเลี้ยงสัตว์ จึงเรียกว่าอาหารเพาะเลี้ยงเซลล์ และเนื้อเพาะเลี้ยง โดยได้มีการสำรวจว่าเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนในการเสริมระบบการเกษตรแบบดั้งเดิมของสัตว์เลี้ยง ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์อาหารจากเซลล์บางชนิดกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาจากหลายประเทศทั่วโลก จึงทำให้มีความสำคัญในการประเมินผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างเป็นกลาง และความเสี่ยงใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ซึ่งรวมถึงความปลอดภัยและคุณภาพของอาหาร • ชีววิทยาสังเคราะห์: กระบวนการนี้จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงแนวทางในการผลิตส่วนผสมและกลิ่นรสใหม่ๆ รวมถึงวิธีการผลิตโปรตีน ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนาสารที่มีคุณสมบัติเฉพาะได้โดยการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางพันธุกรรมของจุลินทรีย์ ซึ่งเทคโนโลยีนี้กำลังได้รับการพัฒนาด้วยการนำจุลินทรีย์มาใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาโปรตีนที่มีคุณลักษณะเดียวกับนมที่มาจากสัตว์ เช่น การปรับปรุงคุณค่าทางโภชนาการของนมจากพืชและการสร้างโปรไฟล์กลิ่นรสใหม่โดยมีผู้บุกเบิกอย่างบริษัท Perfect Day ที่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการหมักที่แม่นยำเข้ามาใช้ผลิตโปรตีนจากนมที่ปราศจากสัตว์ วิธีการนี้จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์นมมีกลิ่นรส เนื้อสัมผัส และคุณค่าทางโภชนาการคล้ายกับนมจากสัตว์ แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือจริยธรรม • การกำหนดสูตรและเทคโนโลยีแปรรูปผลิตภัณฑ์นมจากพืช: ความก้าวหน้าทางด้านเทคนิคของการแปรรูปและการกำหนดสูตรมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตนมจากพืชที่มีรสชาติอร่อยและมีประโยชน์ ทั้งนี้บริษัทต่างๆ กำลังเข้ามาลงทุนเพื่อวิจัยและพัฒนานมจากพืชให้มีคุณสมบัติที่ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีการสกัด การปรับปรุงเนื้อสัมผัส และการสร้างสรรค์สูตรใหม่ที่มีคุณสมบัติทางโภชนาการเช่นเดียวกับนมจากสัตว์ ระบบนิเวศที่เกิดจากการพัฒนาและความร่วมมือ การพัฒนานมทางเลือกอย่างยั่งยืนนั้นขึ้นอยู่กับระบบนิเวศเทคโนโลยีอาหารที่เกิดจากความร่วมมือกัน ซึ่งรวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายภาคส่วน ได้แก่ • สตาร์ทอัพเทคโนโลยีอาหารที่ช่วยส่งเสริมนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงโมเดลทางธุรกิจต่างๆ • บริษัทที่ใช้ประโยชน์จากช่องทางการจัดจำหน่ายและเครือข่ายตลาดที่มีอยู่ • สถาบันวิจัยที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์ • รัฐบาลที่สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนา รวมถึงระบบเกษตรกรรมแบบยั่งยืน • บริษัทและหน่วยงานภาคเอกชนที่สนับสนุนการพัฒนาและเติบโต เช่น […]
VEGAPULS 42: NEW RADAR SENSOR FOR THE BEVERAGE INDUSTRY<br>WITH PRECISION AND HYGIENE
เซนเซอร์อัจฉริยะ VEGAPULS 42 ที่ออกแบบด้วยหลักการ Hygienic Design ช่วยเสริมความแม่นยำและความน่าเชื่อถือ จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม VEGAPULS 42 เป็นเซนเซอร์วัดระดับแบบเรดาห์สำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ด้วยความถี่ 80 GHz ที่ช่วยเสริมความถูกต้องและความแม่นยำในการวัดสำหรับสภาวะการผลิตที่ท้าทาย พร้อมด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่น เช่น คลื่นความถี่ที่เหมาะสมช่วยให้การวัดเป็นไปอย่างแม่นยำ ดีไซน์ที่มีขนาดกะทัดรัด สามารถใช้งานได้อย่างสะดวก ช่วยวัดของเหลวในแทงก์ที่มีขนาดเล็กและใหญ่ได้ และการสื่อสารผ่านระบบไร้สาย (Wireless Communication) จึงช่วยเสริมประสิทธิภาพในการผลิต ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่น ดังนี้ – การใช้งานที่สะดวกกว่า ด้วยระบบ Plug & Play ที่ติดตั้งได้ง่าย ใช้งานได้ทันที รวมถึงมีค่าบำรุงรักษาต่ำ จึงประหยัดเวลาและต้นทุนในระยะยาว – การออกแบบด้วยหลักการ Hygienic Design ผ่านการรับรองจาก FDA, EHEDG และ 3-A Sanitary Standards ช่วยสร้างความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มของคุณจะมีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค – เซนเซอร์ที่ใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่วัตถุดิบการผลิต รวมไปถึงผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มตั้งแต่น้ำ น้ำผลไม้ เครื่องดื่มอัดแก๊ส […]
Supplier Finder August 2024
3
See What’s New in the Star Items August 2024
พบกับผลิตภัณฑ์ดาวเด่น เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ส่วนผสมอาหาร และอื่นๆ ที่น่าสนใจ…
Zero-Alcohol Beverage Technology: Exploring the De-alcoholization Techniques
สำรวจเทคโนโลยีการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 0% กรรมวิธีในการผลิตเบียร์ปราศจากแอลกอฮอล์ 1. การจำกัดการสร้างเอทานอล หลักการทั่วไป คือจะไม่ย่อยสลายเวอร์ต (Wort) หรือของเหลวที่สกัดจากมอลต์จนหมด โดยผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการเหล่านี้ คือ เบียร์ไร้แอลกอฮอล์ที่มีรสชาติหวานเด่นชัด คงกลิ่นและรสชาติความหวานของมอลต์ไว้ได้ดี รวมถึงมีสีสันที่สดใสกว่า 1.1 การหยุดกระบวนการหมัก (Interrupted fermentation) เป็นวิธีการผลิตเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ที่ใช้เครื่องมือเหมือนการผลิตเบียร์แบบดั้งเดิม โดยให้ยีสต์ย่อยสลายน้ำตาลมอลต์เพียงบางส่วน แล้วนำยีสต์ออกเพื่อหยุดกระบวนการหมัก ซึ่งข้อดีของวิธีนี้คือไม่จำเป็นต้องมีการกำจัดแอลกอฮอล์ออกในภายหลัง 1.2 การหมักยีสต์เย็น (Cold yeast contact) จุดเด่นของวิธีนี้คือการหมักที่อุณหภูมิต่ำ ซึ่งจะช่วยให้ยีสต์กำจัดสารประกอบคาร์บอนในน้ำตาลมอลต์ออกได้ ส่งผลให้เบียร์ที่ผลิตด้วยวิธีนี้มีกลิ่นหอมใกล้เคียงเบียร์ทั่วไป แต่ยีสต์ที่ใช้อาจเปลี่ยนกรดอะมิโนเป็นแอลดีไฮด์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในเบียร์ได้ 2. การกำจัดเอทานอลออกจากเบียร์ วิธีนี้มีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เนื่องจากต้องติดตั้งเครื่องมือเพิ่มเติม และอาจสูญเสียกลิ่นหอมระหว่างกระบวนการกำจัดแอลกอฮอล์ ผู้ผลิตจึงควรเลือกวิธีกำจัดแอลกอฮอล์ที่เหมาะสมกับกำลังการผลิต 2.1 การกลั่นด้วยสุญญากาศ (Vacuum distillation) แม้จะได้เบียร์ที่มี ABV ต่ำมาก แต่วิธีนี้ก็มีต้นทุนสูงจากการใช้เครื่องมือพิเศษ ทั้งยังอาจสูญเสียกลิ่นหอมระหว่างกระบวนการกลั่น อย่างไรก็ตาม วิธีนี้สามารถใช้อุณหภูมิต่ำได้ จึงช่วยคงคุณภาพของเบียร์ได้ดี 2.2 การแยกด้วยเมมเบรน (Membrane separation processes) […]
Plant-based Edible Film: A Noteworthy Sustainable Packaging Innovation
ฟิล์มบริโภคได้จากพืช: นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนที่น่าจับตามอง แนวทางการพัฒนาฟิล์มบริโภคจากพืช (Plant-based edible film) จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นจะเห็นได้ว่าพอลิเมอร์ชีวภาพที่ใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตฟิล์มหรือบรรจุภัณฑ์บริโภคได้นั้นสามารถผลิตเป็นฟิล์มบริโภคได้ชนิดต่างๆ รวมถึงมีข้อดีและข้อด้อยที่แตกต่างกัน จึงได้มีการพัฒนาสูตรฟิล์มให้มีสมบัติต่างๆ ที่ตอบโจทย์ต่อการใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน จากข้อมูลการเติบโตของตลาดบรรจุภัณฑ์บริโภคได้นั้นมีการคาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดบรรจุภัณฑ์บริโภคได้มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มถึง 4 เท่าในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 1.10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี พ.ศ. 2566 เป็น 4.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี พ.ศ. 2576 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ในปี พ.ศ. 2566-2576 ที่ร้อยละ 14.31 จากตัวเลขชี้วัดของอัตราการเติบโตดังกล่าว จึงทำให้นักวิจัยจากศูนย์วิจัยข้าวล้านนาและคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความพยายามในการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาสูตรส่วนผสมฟิล์มชนิดใหม่ที่ตอบโจทย์การใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ฟิล์มบริโภคได้จากพืชที่ผลิตจากการผสมพอลิเมอร์ชีวภาพในกลุ่มพอลิแซ็กคาไรด์ ได้แก่ คาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส (carboxymethyl cellulose; CMC) ที่ผลิตจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ชานอ้อย เปลือกข้าวโพด เปลือก และแกนกัญชง ฯลฯ นำมาผสมร่วมกับพอลิเมอร์ชีวภาพในกลุ่มของโปรตีน […]
Plant-derived Food Ingredients for Boosting Energy Expenditure
ส่วนผสมจากพืชเพื่อช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกาย กลไกการเพิ่มระบบเผาผลาญไขมันของสารสำคัญจากพืช Adenosine 5¢-monophosphate-activated protein kinase (AMPK) เป็นวิถีทางชีวภาพที่สำคัญในระบบควบคุมการเผาผลาญของร่างกาย โดยมีบทบาทในการควบคุมเอนไซม์ Hormone Sensitive Lipase (HSL) ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนไตรกลีเซอไรด์ให้เป็นกรดไขมันอิสระและยับยั้งการสร้างไขมัน นอกจากนี้ AMPK ยังทำหน้าที่กระตุ้นกระบวนการออกซิเดชันของกรดไขมันที่จะเกิดขึ้นภายในตับ ซึ่งมีงานวิจัยมากมายที่ได้ศึกษาถึงองค์ประกอบของพืชในการนำมาใช้เป็นส่วนผสมอาหารที่มีบทบาทต่อการกระตุ้นวิถีชีวภาพนี้ องุ่น เป็นพืชที่อุดมไปด้วยสารประกอบฟีนอลิกหลากหลายชนิด ซึ่งมีรายงานว่า สารสกัดโปรแอนโทไซยานิดินที่สกัดได้จากเมล็ดองุ่นช่วยลดการขยายขนาดของเซลล์ไขมัน (Adipocyte hypertrophy) และเพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ไขมันได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มหน้าที่ของเซลล์ไขมันด้วย นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญของเนื้อเยื่อไขมันสีน้ำตาล ด้วยการช่วยเพิ่มฤทธิ์ของเอนไซม์ออกซิเดส (Oxidase activity) และหน้าที่ของไมโทคอนเดรีย ซึ่งจะทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ สารสกัดเรสเวอราทรอลก็เป็นพอลิฟีนอลจากเมล็ดองุ่นอีกชนิดหนึ่งที่มีการศึกษากันอย่างแพร่หลาย โดยมีรายงานว่าเรสเวอราทรอลสามารถเพิ่มการสลายไตรกลีเซอไรด์ให้กลายเป็นกรดไขมันอิสระและกลีเซอรอล รวมถึงเพิ่มกระบวนการออกซิเดชันของไขมัน และเพิ่มจำนวนไมโทคอนเดรีย ซึ่งส่งผลให้มีการเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น สารสกัดจากพืชตระกูลซิตรัส เช่น ส้ม มะนาว และเกรปฟรุต ก็เป็นหนึ่งในสารสกัดจากพืชที่มีรายงานถึงสมบัติที่ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย โดยจากผลการศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากพืชตระกูลซิตรัสในมนุษย์ ร่วมกับผลการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและ Meta-analysis ได้ข้อสรุปว่าการบริโภคพืชตระกูลซิตรัสและสารสกัดจากพืชตระกูลซิตรัสสามารถลดค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index; BMI) เส้นรอบเอว เส้นรอบสะโพก […]
Innovative Fruits and Vegetables Washing with Micro-nano Bubble Ozone System
นวัตกรรมการล้างผักและผลไม้ด้วยระบบไมโครนาโนบับเบิลโอโซน เทคโนโลยีการล้างผักและผลไม้ด้วยระบบไมโครนาโนบับเบิลโอโซน ผ่านการพิสูจน์ว่าสามารถลดปริมาณยาฆ่าแมลงและเชื้อจุลินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ อีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานและยืดอายุการเก็บรักษาผักและผลไม้ได้อีกด้วย ผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ออกแบบและพัฒนาเครื่องล้างผักผลไม้ไมโครนาโนบับเบิลโอโซนแบบอัตโนมัติในระดับกึ่งอุตสาหกรรมที่มีขนาดความจุปริมาตร 140 ลิตร โดยสามารถผลิตโอโซนที่ละลายในน้ำได้ 0.6-0.7 มิลลิกรัมต่อลิตร พร้อมระบบทำความเย็น ซึ่งมีความเหมาะสมในการใช้งานเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ผู้ใช้งานสามารถล้างผักได้โดยใช้เวลาขั้นต่ำ 15 นาที ซึ่งมีค่า pH ของน้ำเท่ากับ 7 และมีค่า ORP (oxidation-reduction potential) เท่ากับ 600-800 mV โดยเครื่องสามารถสร้างฟองขนาดเล็กระดับไมโครและนาโนเมตรเท่ากับ 10 นาโนเมตรถึง 0.46 ไมโครเมตร ซึ่งเป็นสภาวะที่เหมาะสมต่อการลดปริมาณสารฆ่าแมลงและเชื้อจุลินทรีย์ได้ดี โดยฟองที่มีขนาดเล็กนั้นจะมีความคงตัวและสามารถกระจายอยู่ในน้ำได้นาน รวมทั้งมีพื้นที่ต่อปริมาตรสูงซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการละลายก๊าซและสารละลายใดๆ อาทิ ก๊าซโอโซน หรือสารประกอบคลอรีน จึงช่วยเพิ่มโอกาสที่สิ่งสกปรกหรือเชื้อจุลินทรีย์จะหลุดออกมาจากพื้นผิวและสัมผัสกับสารฆ่าเชื้อได้มากกว่า By:Assoc. Prof. Kanda Whangchai, Ph.D. Department of Biology Faculty of Science Chiang Mai University kanda@chiangmai.ac.th Asst. […]
Ready-to-Drink Rooibos Tea Product: Alternative Decaffeinated Tea
ผลิตภัณฑ์ชาแดง Rooibos สำเร็จรูป: ทางเลือกใหม่ของชาไร้คาเฟอีน องค์ประกอบและคุณสมบัติที่ดีต่อร่างกายของชารอยบอส ชารอยบอส มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Aspalathus ในทวีปยุโรปมักเรียกว่า Red tea หรือชาแดง ความพิเศษของชาชนิดนี้คือ มีความหวานเล็กน้อย ไม่มีรสขม และไม่มีคาเฟอีน จึงเหมาะสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องควบคุมหรือระมัดระวังในการบริโภคคาเฟอีน นอกจากนี้ ยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ทั้งแอสพาราธิน (Aspalathin) และเควอซิทิน (Quercetin) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะสามารถปกป้องเซลล์ไม่ให้เกิดความเสียหายจากอนุมูลอิสระได้ ปัจจุบันมีการศึกษาประโยชน์ของแอสพาราธินที่มีต่อร่างกายในหลากหลายด้าน ดังนี้ – การรักษาภาวะเมแทบอลิกซินโดรม (Metabolic syndrome) ปัจจุบันมีการศึกษาประโยชน์ของชารอยบอสในการลดความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันในร่างกาย (Oxidative stress) ซึ่งเป็นสาเหตุของการพัฒนาภาวะเมแทบอลิกซินโดรม ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ Hong et al. (2014) ที่ได้ศึกษาคุณสมบัติของชารอยบอสในการช่วยลดความเครียดในหนูทดลอง ซึ่งพบว่า กลุ่มหนูที่ได้รับชารอยบอสมีการผลิตสาร 5-Hydroxy indoleacetic acid (5-HIAA) (องค์ประกอบหลักของสารเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งจะถูกผลิตออกมามากขึ้นเมื่อมีความเครียด) และ Free Fatty Acid (FFA) […]
Enhancing the Production of Non-alcoholic Fermented Beverages with a<br>Tailor-made Microbial Consortium
ยกระดับการผลิตเครื่องดื่มหมักไร้แอลกอฮอล์ด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่ถูกออกแบบเฉพาะ ‘กลไกของจุลินทรีย์ที่ออกแบบมาเฉพาะ’ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตเครื่องดื่มหมักชนิดไร้แอลกอฮอล์ ความสำเร็จของการใช้งานกลุ่มจุลินทรีย์ที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต NAFBs ขึ้นอยู่กับความสามารถของการทำงานร่วมกัน (Synergistic interactions) ระหว่างจุลินทรีย์ต่างๆ เป็นหลัก โดยกลไกปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างจุลินทรีย์สามารถแบ่งออกได้ 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ การมีปฏิสัมพันธ์ร่วมในกระบวนการทางเมแทบอลิซึม (Metabolic cooperation) ซึ่งจุลินทรีย์ต่างๆ สามารถเสริมการทำงานของเส้นทางเมแทบอลิซึม (Metabolic pathway) ของกันและกัน จึงทำให้เกิดการใช้สารตั้งต้นที่มีประสิทธิภาพและผลิตสารเมตาบอไลต์ที่ต้องการได้ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เชื้อแบคทีเรีย Lactobacillus spp. สามารถผลิตกรดแลคติกซึ่งจะถูกนำไปใช้โดยยีสต์ Saccharomyces spp. ในกระบวนการผลิตเอทานอล ส่งผลให้รสชาติโดยรวมของผลิตภัณฑ์ดีขึ้น กลไกต่อมาซึ่งเกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขันระหว่างสายพันธุ์ (Competitive exclusion) โดยจุลินทรีย์บางชนิดสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์อื่นๆ ที่ทำให้เกิดการเน่าเสียหรือเชื้อโรค ผ่านการผลิตสารประกอบต้านจุลชีพต่างๆ เช่น แบคเทอริโอซิน (Bacteriocins) กรดอินทรีย์ และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H2O2) ซึ่งช่วยให้ผลิตภัณฑ์สุดท้ายมีความปลอดภัยและมีเสถียรภาพมากขึ้น กลไกสุดท้าย คือการปรับและตอบสนองต่อสัญญาณ (Signal modulation) ซึ่งจุลินทรีย์ต่างๆ สามารถสื่อสารกันผ่านการรับรู้ความหนาแน่นของประชากร (Quorum sensing) ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเป็นตัวควบคุมการแสดงออกของยีนและกิจกรรมทางเมแทบอลิซึมของจุลินทรีย์ที่อาจนำไปสู่การผลิตสารให้กลิ่นรส เอนไซม์ […]







