Skip to main content
T_SAMYANG0126
T_GNT0126
THAICARGOEXPO1025
T_OHAUS
T_Interpack26
T_VEGA

What's In

Sustainable Packaging Innovation with Bioactive Compounds: Opportunities and Challenges for Thailand
What's In

Sustainable Packaging Innovation with Bioactive Compounds: Opportunities and Challenges for Thailand

นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ สู่โอกาสและความท้าทายสำหรับประเทศไทย นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน: ทางออกใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาพลาสติกในประเทศไทย เป็นที่ทราบกันดีว่า บรรจุภัณฑ์ช่วยปกป้องคุณภาพผลิตภัณฑ์ไม่ให้เกิดความเสียหาย และช่วยยืดอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์ แม้ว่าผู้บริโภคในปัจจุบันจะนิยมใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับบรรจุภัณฑ์สังเคราะห์ทั่วไป ด้วยเหตุนี้จึงมีการพัฒนานวัตกรรมโดยนำสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (Bioactive compounds) หรือสารแอคทีฟมาใช้เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติของบรรจุภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือดีกว่าบรรจุภัณฑ์สังเคราะห์ นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาจนได้เป็นนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์บริโภคได้ (Edible packaging) เพื่อตอบสนองต่อความต้องการและความคาดหวังของผู้บริโภคในอนาคต รวมถึงยังช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการใช้ชีวิตที่ยั่งยืน การประยุกต์ใช้สารแอคทีฟจากธรรมชาติในบรรจุภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ต้านจุลินทรีย์ บรรจุภัณฑ์ต้านจุลินทรีย์เป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดการเสื่อมเสียของผลิตภัณฑ์และการใช้วัตถุกันเสีย โดยส่วนใหญ่ผลิตจากพอลิเมอร์สังเคราะห์หรือพอลิเมอร์ชีวภาพ (Biopolymer) ที่เติมหรือเคลือบด้วยสารแอคทีฟจากธรรมชาติ เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ สารต้านจุลินทรีย์ และน้ำมันหอมระเหย เป็นต้น โดยมีตัวอย่างการประยุกต์ใช้ ได้แก่ การยืดอายุแฮมปรุงสุกหั่นชิ้นแช่เย็นด้วยฟิล์ม PET/PE/EVOH/PE ที่เคลือบด้วย (1) น้ำมันหอมระเหยจากชาเขียว และ (2) น้ำมันหอมระเหยจากชาเขียวและออริกาโน ร่วมกับการปรับสภาวะอากาศในบรรจุภัณฑ์ (ไนโตรเจนร้อยละ 70 และคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 30) ซึ่งสามารถชะลอการเน่าเสีย การเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสีและพื้นผิวของผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ ประสิทธิภาพการต้านจุลินทรีย์และคุณภาพของบรรจุภัณฑ์จะขึ้นอยู่กับชนิดของสาร กลไกของสารแอคทีฟ และเทคนิคที่ใช้ในการผลิต            […]

Efficacy of Isomaltulose in Blood Sugar Control
What's In

Efficacy of Isomaltulose in Blood Sugar Control

บทบาทของไอโซมอลทูโลสกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โรคอ้วนและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases; NCDs) ซึ่งนอกจากจะส่งผลเสียต่อร่างกายแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย ดังนั้นการตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการระดับน้ำตาลในเลือดจึงเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสุขภาพ ซึ่งการเลือกรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำจะมีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนักและช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ โดยไอโซมอลทูโลสถูกจัดเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งมีคุณสมบัติในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่และสม่ำเสมอกว่าคาร์โบไฮเดรตชนิดอื่น โดยให้พลังงานอยู่ที่ 4 กิโลแคลอรีต่อกรัม จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานจากไขมันในร่างกายได้อีกด้วย โดยได้มีการศึกษาผลของการใช้ผลิตภัณฑ์ไอโซมอลทูโลส เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้น้ำตาลซูโครสที่มีผลต่อการหลั่งฮอร์โมน GLP-1 ในผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐานจำนวน 30 คนซึ่งมีอายุระหว่าง 49-77 ปี โดยจำนวนครึ่งหนึ่งในกลุ่มอาสาสมัครนั้นเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ร่วมด้วย พบว่าผู้ที่รับประทานไอโซมอลทูโลสจะมีการหลั่งฮอร์โมน GLP-1 มากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ได้รับซูโครสอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลให้ความอยากอาหารลดลง ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด รวมไปถึงช่วยเร่งระบบเผาผลาญและสามารถนำพลังงานไปใช้ได้ดีขึ้นอีกด้วย ไอโซมอลทูโลส ถือเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่เหมาะสำหรับนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยจัดการน้ำหนักและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดซึ่งผ่านการพิสูจน์จากงานวิจัยทางคลินิกมากมาย นอกจากนี้ไอโซมอลทูโลสยังเป็นผลิตภัณฑ์วีแกน ปลอด GMO ไม่ก่อให้เกิดโรคฟันผุ อีกทั้งยังผ่านการรับรองตามมาตรฐานฮาลาลและโคเชอร์อีกด้วย By: BENEO Asia Pacific Pte. Ltd. Inga.Heinemann@beneo.com Obesity and type 2 diabetes are […]

Brenntag Nutrition Expo 2024:<br>Sustainable Ingredients Inspiration for the Next Generation Success
What's In

Brenntag Nutrition Expo 2024:<br>Sustainable Ingredients Inspiration for the Next Generation Success

บริษัท เบรนน์แท็ก อินกรีเดียนส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้จัดงานเเสดงสินค้าและสัมมนาร่วมกับพันธมิตรผู้ผลิตส่วนผสมอาหารชั้นนำจากหลายหลายประเทศ ภายใต้ธีม ‘Brenntag Nutrition Expo 2024: Sustainable ingredients inspiration for the next generation success’ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อาหารที่ดีต่อผู้บริโภคและยกระดับธุรกิจสู่ความยั่งยืน ซึ่งงานนี้ประสบความสำเร็จและได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้เข้าร่วมงานในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มกว่า 300 ท่าน ตอบโจทย์วัตถุประสงค์ในการจัดงานโดยคาดหวังให้ผู้ร่วมงานสามารถนำคอนเซปท์ของการประยุกต์ใช้วัตถุดิบและส่วนผสมอาหารเพื่อรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค งานนี้ได้รับเกียรติจากคุณวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานคณะกรรมการอาหารแห่งอนาคต และคุณ Kenneth Keh, Regional President of Nutrition Asia Pacific, Brenntag Specialties กล่าวเปิดงานและต้อนรับผู้เข้าร่วมงานอย่างเป็นทางการ ซึ่งในงานนี้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้เทคนิคการใช้ส่วนผสมอาหารที่จะนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ่านหลากหลายหัวข้อบรรยายที่น่าสนใจ อาทิ เทรนด์อาหารและเครื่องดื่มในตลาดอาเซียน การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจในด้านสุขภาพ และแนวทางปฏิบัติในการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งนำเสนอโดยวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ควบคู่กับการจัดแสดงนวัตกรรมส่วนผสมอาหารจากซัพพลายเออร์ด้านวัตถุดิบและส่วนผสมอาหารชั้นนำจากหลากหลายประเทศ ได้แก่ Roquette, ARLA Foods Ingredients, Oterra, Syensqo, RikeVita, [&hellip;]

Advancing the Fruit and Vegetable Industry with Technology and Machinery
What's In

Advancing the Fruit and Vegetable Industry with Technology and Machinery

เทคโนโลยีและเครื่องจักร: กุญแจสำคัญสู่อนาคตที่สดใสของอุตสาหกรรมผักและผลไม้ ยกตัวอย่างเทคโนโลยีเครื่องจักรที่นิยมนำมาใช้ในกระบวนการผลิตผักและผลไม้ ดังนี้ 1. เครื่องล้างผักและผลไม้อัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีอัลตราโซนิก เทคโนโลยีอัลตราโซนิกใช้คลื่นเสียงความถี่สูงสามารถสร้างฟองอากาศขนาดเล็กเพื่อชำระล้างสิ่งสกปรก ยาฆ่าแมลง และแบคทีเรียได้อย่างล้ำลึกโดยไม่ต้องใช้สารเคมีและไม่ทำลายเนื้อสัมผัส ช่วยประหยัดทั้งเวลา แรงงาน และน้ำ และในบางรุ่นยังมีฟังก์ชันที่ครอบคลุมตั้งแต่การล้างเบื้องต้น ฆ่าเชื้อ ไปจนถึงการเตรียมผักผลไม้ให้พร้อมสำหรับการปรุงอาหาร โดยเครื่องจักรมีระบบควบคุมเวลาการทำงานที่สามารถตั้งเวลาเวลาเปิดปิดได้ มีระบบวาล์วควบคุมการถ่ายน้ำ ระบบตัดไฟอัตโนมัติ และมีประสิทธิภาพในการล้างผักผลไม้ในปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ทั้งด้านความสะอาด ปลอดภัยจากสารเคมีและเชื้อจุลินทรีย์ เหมาะสำหรับการใช้งานในโรงงานแปรรูป 2. เครื่องสลัดน้ำออกจากผัก น้ำที่หลงเหลืออยู่บนใบผักหลังการล้างอาจปนเปื้อนแบคทีเรีย ดิน น้ำปุ๋ย และแมลงศัตรูพืช ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการก่อโรคอาหารเป็นพิษ นอกจากนี้ ปริมาณน้ำที่ค้างบนผักยังเพิ่มความชื้นให้กับอาหาร จึงทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี และเร่งให้อาหารเน่าเสียเร็วขึ้น โดยเฉพาะอาหารที่มีโปรตีนสูง เครื่องสลัดน้ำช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้แรงเหวี่ยงและการกรองเอาน้ำออกจากผักโดยไม่ทำลายใบผัก วิธีนี้ช่วยเพิ่มสุขอนามัยและคงความสดใหม่ ทำให้ผักกรอบและน่ารับประทาน โดยเพียงนำผักใส่เครื่องสลัดน้ำ มอเตอร์ของเครื่องจะหมุนเหวี่ยงให้น้ำไหลออกสู่ภาชนะรองรับ อีกทั้งเครื่องสามารถรองรับผักในปริมาณมากและใช้เวลาทำงานเพียงไม่กี่นาที รวมถึงยังสามารถตั้งเวลาให้เครื่องทำงานได้แบบอัตโนมัติ จึงสะดวกและเหมาะสำหรับการใช้งานในโรงงานแปรรูปอาหารที่ต้องใช้ผักตัดแต่งในปริมาณมาก 3. เครื่องคัดขนาดผลไม้ เครื่องคัดแยกผลไม้ช่วยคัดแยกผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และแม่นยำ ช่วยลดความสูญเสีย ยกระดับคุณภาพผลผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยเครื่องส่วนใหญ่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายและมีน้ำหนักเบาเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้าย จึงเหมาะสำหรับการใช้งานทั้งในสวนผลไม้และโรงงานแปรรูป เครื่องคัดแยกผลไม้สามารถคัดแยกผลผลิตได้ตามขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางและน้ำหนักอย่างแม่นยำจึงให้คุณภาพที่สม่ำเสมอและลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงานลงได้ โดยกลไกการทำงานมีหลายรูปแบบ เช่น [&hellip;]

Nutrients and Brain-Boosting Beverages to Improve Work Performance
What's In

Nutrients and Brain-Boosting Beverages to Improve Work Performance

สารอาหารและเครื่องดื่มบำรุงสมองเพื่อเสริมศักยภาพในการทำงาน คำว่า “สุขภาพดี” ในปัจจุบันนี้ อาจจะไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ร่างกายที่แข็งแรงหรือปราศจากโรค แต่ยังหมายรวมถึงการมีสุขภาวะทางอารมณ์ที่ดีและมีสมองที่ปลอดโปร่ง ด้วยเหตุนี้ผู้บริโภคจึงมองหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ เพื่อสร้างเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะเครื่องดื่มบำรุงสมอง จากข้อมูลตลาดของเครื่องดื่มบำรุงสมองทั่วโลกในปี พ.ศ. 2565-2566 พบว่ามีมูลค่าสูงถึง 18.10 และ 19.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ และคาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงถึง 40.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ. 2574 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ร้อยละ 10.5 โดยเครื่องดื่มบำรุงสมองจะมีสารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อการทำงานของสมองมากมาย เช่น คาเฟอีน (Caffeine) มีฤทธิ์ที่ช่วยกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัว ลดความเหนื่อยล้า นอกจากนี้คาเฟอีนยังช่วยเพิ่มระดับอะดรีนาลีน และเพิ่มการทำงานของสารสื่อประสาทชนิดอื่นด้วย สารสกัดจากใบแปะก๊วย (Ginkgo biloba extract) โดยสารสกัดที่ได้นั้นมาจากใบแปะก๊วยเป็นหลัก อันประกอบไปด้วยสารออกฤทธิ์ที่มีประโยชน์อย่างฟลาโวนอยด์ และเทอร์พีนอยด์ ที่มีส่วนช่วยปกป้องระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาทและสมอง รวมถึงจอประสาทตาจากการทำลายของสารอนุมูลอิสระ กรดอะมิโนแอลธีอะนีน (L-Theanine) เป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายไม่สามารถผลิตเองได้ พบมากในชาเขียวช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย บรรเทาอาการวิตกกังวล ลดความเครียด รวมไปถึงช่วยเสริมระบบการเรียนรู้และการจดจำ เนื่องจากแอลธีอะนีนสามารถกระตุ้นการผลิตคลื่นสมองชนิดอัลฟ่า และกระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาท วิตามินบี [&hellip;]

Lubricants for the Food Industry according to NSF Standards
What's In

Lubricants for the Food Industry according to NSF Standards

น้ำมันหล่อลื่นสำหรับอุตสาหกรรมอาหารตามมาตรฐาน NSF กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) ได้แบ่งประเภทของน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารออกเป็น2 ประเภทหลัก คือ น้ำมันหล่อลื่นเกรดอาหาร (Food grade) และน้ำมันหล่อลื่นที่ไม่ใช่เกรดสำหรับอาหาร (Non-food grade) โดยน้ำมันหล่อลื่นเกรดอาหารนั้นได้กำหนดมาตรฐานในการแบ่งประเภทเป็น H1 H2 และ H3 ซึ่งในช่วงแรก USDA ทำหน้าที่รับจดทะเบียนน้ำมันหล่อลื่นเกรดอาหาร แต่ภายหลังปี พ.ศ. 2541 ได้หยุดให้บริการลงทะเบียนไป ซึ่งปัจจุบันองค์กรส่งเสริมอนามัยแห่งชาติระหว่างประเทศ (NSF International) ได้เข้ามารับหน้าที่แทน โดย NSF ถือเป็นองค์กรอิสระที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกสำหรับการรับรองและทดสอบผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของอาหาร น้ำ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์จะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ใช้งาน  ประเภทของน้ำมันหล่อลื่นเกรดอาหารตามมาตรฐาน NSF น้ำมันหล่อลื่นคลาส H1 น้ำมันหล่อลื่นประเภท H1 เป็นสารหล่อลื่นที่ใช้ในสภาพแวดล้อมที่มีโอกาสเกิดการสัมผัสระหว่างน้ำมันกับอาหาร (Incidental food contact) โดยมิได้ตั้งใจ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์และไก่ หรือในพื้นที่อื่นที่อาหารมีโอกาสสัมผัสกับน้ำมันได้ โดยทั่วไปสารหล่อลื่นคลาส H1 ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น เหมาะสำหรับใช้ในกระบวนการผลิตที่มีการสัมผัสกับอาหารโดยบังเอิญหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามปริมาณที่สัมผัสกับอาหารต้องไม่เกิน 10 [&hellip;]

Mix and Match: Hybrid Drink Ideas to Enhance the Taste and Get New Experiences
What's In

Mix and Match: Hybrid Drink Ideas to Enhance the Taste and Get New Experiences

Mix and Match: เผยไอเดียเครื่องดื่มไฮบริดเพื่อเสริมอรรถรสพร้อมปลดล็อกสู่ประสบการณ์ใหม่ เครื่องดื่มไฮบริดเป็นแนวคิดการผสมผสานเครื่องดื่มจากหมวดหมู่ที่แตกต่างกันตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปเข้าด้วยกัน ซึ่งการผสมผสานนี้จะช่วยสร้างความโดดเด่นของรสชาติ ลดข้อจำกัดของรสสัมผัส และเติมเต็มให้เครื่องดื่มครบรสลงตัวที่สุดในทุกด้าน พร้อมพาผู้บริโภคดื่มด่ำประสบการณ์ใหม่ของเครื่องดื่มที่ยังไม่เคยลิ้มรสมาก่อน โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไฮบริดอาจจะประกอบด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติและสารสำคัญต่างๆ อาทิ ผลไม้ สมุนไพร ซุปเปอร์ฟู้ด สารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามิน ร่วมกับการผสมผสานเครื่องดื่มจากหลากหลายกลุ่มเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น กาแฟและชา เครื่องดื่มอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มชูกำลัง เพื่อขยายกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายและนำเสนอทางเลือกใหม่ที่ดีกว่าในอนาคต โดยมีตัวอย่างเครื่องดื่มไฮบริดที่น่าสนใจและมีจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ ดังต่อไปนี้ 1. เครื่องดื่มจากโปรตีนสัตว์ผสมโปรตีนพืช บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์นมจากประเทศอังกฤษได้พัฒนานม เนย และชีสทางเลือกที่มีสัดส่วนของนมวัวและส่วนผสมจากพืชที่แตกต่างกันเพื่อให้ได้รสชาติดั้งเดิมมากที่สุด โดยนมผสมพร่องมันเนยที่พัฒนาขึ้นนี้ประกอบด้วยนมวัวร้อยละ 75 และส่วนประกอบอื่นๆ ได้แก่ นมข้าวโอ๊ต แคลเซียมคาร์บอเนต เกลือ สารให้ความคงตัว สารให้ความข้นหนืด วิตามินดี 2 วิตามินบี 2 วิตามินบี 12 และไอโอดีน 2. เครื่องดื่มคาเฟอีนผสมโปรตีน บริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มในรัฐแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกาได้พัฒนากลุ่มเครื่องดื่มที่เรียกว่า “Proffee” ซึ่งมีองค์ประกอบ 2 ส่วน คือ [&hellip;]

Transforming the Future of the Thai Food Industry with Smart Packaging Technology
What's In

Transforming the Future of the Thai Food Industry with Smart Packaging Technology

พลิกโฉมอนาคตอุตสาหกรรมอาหารไทยด้วยเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ ในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย โดยหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้อย่างเด่นชัด คือ การนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบในการดำเนินธุรกิจและกระบวนการทำงานภายในที่ส่งผลให้เกิดการสร้างรายได้ผ่านช่องทางใหม่ รวมถึงโอกาสในการสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจมากยิ่งขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรับมาของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 หรืออุตสาหกรรม 4.0 โดยมีการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการผลิตและการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ ที่มีแนวโน้มในการปรับตัวเข้าสู่ระบบอัตโนมัติ รวมถึงระบบอุตสาหกรรมที่ได้มีการนำเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาใช้ในการผลิต เน้นการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารระหว่างเครื่องจักร และเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตแบบระบบอัตโนมัติ ช่วยยกระดับของการสื่อสารและการตรวจสอบระบบ รวมถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อความมั่นคงและความยั่งยืน โดยเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความเปล่าประโยชน์ทางอาหาร ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยเสริมหน้าที่หลักของการบรรจุ ได้แก่ การปกป้องคุ้มครองผลิตภัณฑ์ การให้ข้อมูล และการสื่อสาร เพื่อให้สอดคล้องกับสมบัติของวัสดุทางการบรรจุ และระบบการบรรจุแบบแอคทีฟ อินเทลลิเจนต์ และคอนเน็กต์ ตามลำดับ โดยผลกระทบจากโรคระบาดโควิด-19 คาดการณ์ว่าตลาดบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะทั่วโลกจะมีมูลค่า 39.56 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี พ.ศ. 2567 และคาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 60.49 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี พ.ศ. 2575 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5.40 ในช่วงปี พ.ศ. 2566-2575 และพบว่าการวิจัยด้านบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยคิดเป็นจำนวนการตีพิมพ์เฉลี่ยต่อปีเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะกำลังได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย ซึ่งสามารถที่จะต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต [&hellip;]

Catalyze Investment in the Integrated Laboratory Industry with Thailand LAB INTERNATIONAL 2024!
What's In

Catalyze Investment in the Integrated Laboratory Industry with Thailand LAB INTERNATIONAL 2024!

กระตุ้นการลงทุนของอุตสาหกรรมเครื่องมือห้องปฏิบัติการแบบครบวงจรส่งท้ายปีกับงาน Thailand LAB INTERNATIONAL 2024 ในวันที่ 11-13 กันยายน พ.ศ. 2567 นี้ เตรียมพบกับงาน Thailand LAB INTERNATIONAL, Bio Asia Pacific และ FutureCHEM INTERNATIONAL 2024 งานแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และเครื่องมือในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์แห่งเอเชีย ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในงานสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ที่ล้ำสมัย พร้อมกับได้พบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ และยังเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจที่ยั่งยืน ภายในงานจะได้พบกับนวัตกรรมและเครื่องมือสำหรับห้องปฏิบัติการมากกว่า 500 แบรนด์ชั้นนำจากนานาชาติ ที่นำเสนอโดยผู้จัดแสดงจากกว่า 270 บริษัท เพื่อนำทุกท่านอัปเดตเทรนด์และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ทุกกลุ่มในอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น อาหารและเครื่องดื่ม เทคโนโลยีชีวภาพ ยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เคมี การแพทย์และสาธารณสุข ปิโตรเคมีและพลาสติก เครื่องสำอาง ชิ้นส่วนอะไหล่และยานยนต์ การจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมกันนี้ ผู้เข้าร่วมงานจะได้พบกับโอกาสในการขยายเครือข่าย และต่อยอดการลงทุนทางธุรกิจได้อีกด้วย ซึ่งนอกจากการแสดงสินค้าและนวัตกรรมแล้ว ภายในงานยังมีการจัดสัมมนาและการประชุมที่น่าสนใจจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ นักวิจัย [&hellip;]

Guidelines for Microbial Risk Assessment of Foodborne Pathogens
What's In

Guidelines for Microbial Risk Assessment of Foodborne Pathogens

แนวทางการวิเคราะห์ความเสี่ยงของจุลินทรีย์ก่อโรคในผลิตภัณฑ์อาหาร แนวทางการประเมินความเสี่ยงทางจุลินทรีย์ แนวทางประเมินความเสี่ยงจะเริ่มต้นพิจารณาจากชนิดของอาหาร หรือข้อมูลทางระบาดวิทยาที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์อาหารชนิดนั้น โดยอาจพิจารณาเพียงด้านใดด้านหนึ่งหรือนำข้อมูลทั้ง 2 ด้านมาพิจารณาความเสี่ยงทางจุลินทรีย์ที่อาจพบและจุลินทรีย์ก่อโรคจากอาหารชนิดนั้นตามขั้นตอนหลัก ดังนี้ 1. ระบุชนิดของจุลินทรีย์ก่อโรคในผลิตภัณฑ์อาหารที่กำหนด โดยในขั้นตอนนี้ ผู้ประเมินความเสี่ยงจำเป็นจะต้องทราบข้อมูลที่เกี่ยวกับวัตถุดิบและองค์ประกอบในอาหาร ปัจจัยภายในและภายนอกอาหารที่ส่งผลต่อการเจริญของจุลินทรีย์ รวมถึงกระบวนการผลิตหรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องต่อการยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ก่อโรค 2. ระบุลักษณะการก่อโรคของจุลินทรีย์เป้าหมายในขั้นตอนที่ 1 รวมถึงความรุนแรงของอาการเจ็บป่วยของผู้บริโภค ตั้งแต่ระดับไม่รุนแรงที่ไม่ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บป่วยจนถึงระดับรุนแรงขั้นเสียชีวิต ตลอดจนความสามารถในการแพร่ระบาดจนเกิดการกระจายของโรคในวงกว้าง และการระบุว่ามียาหรือวิธีการรักษาในแผนปัจจุบันหรือไม่ 3. ระบุโอกาสการได้รับสัมผัสจุลินทรีย์จากการรับประทานอาหารดังกล่าวของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย โดยสามารถพิจารณาร่วมกับข้อมูลปริมาณการปนเปื้อนในวัตถุดิบ และกระบวนการผลิตที่อาจมีขั้นตอนในการยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ เช่น การใช้อุณหภูมิสูง หรือกรดในกระบวนการผลิต เป็นต้น 4. ระบุระดับความเสี่ยง ซึ่งเป็นการนำข้อมูลจากขั้นตอนที่ 1-3 มากำหนดระดับความเสี่ยงของจุลินทรีย์ก่อโรคที่กำหนดซึ่งมีโอกาสพบและก่อโรคในผลิตภัณฑ์อาหารที่กำหนดต่อกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย โดยการระบุระดับความเสี่ยงสามารถระบุได้ในเชิงปริมาณ เช่น กำหนดตัวเลขที่บ่งบอกถึงความเสี่ยงระดับสูงหรือต่ำ หรือระบุในเชิงคุณภาพ เช่น ระบุว่า มี หรือไม่มีความเสี่ยง เป็นต้น ทั้งนี้ สามารถศึกษาตัวอย่างการระบุระดับความเสี่ยงด้วยแผนผังการตัดสินใจ (Decision tree) ที่เป็นการระบุความเสี่ยงในเชิงคุณภาพ และตัวอย่างการะบุระดับความเสี่ยงด้วยโปรแกรม Risk Ranger ที่ the Australian Food [&hellip;]

Craft Beer from Coffee Cherries: Crafting Beverage Products with Agricultural Waste
What's In

Craft Beer from Coffee Cherries: Crafting Beverage Products with Agricultural Waste

คราฟต์เบียร์จากเชอร์รีกาแฟ: การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มด้วยวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ‘คราฟต์เบียร์’ เป็นเบียร์ชนิดหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยม ซึ่งผู้ผลิตจะต้องใช้ฝีมือและความพิถีพิถันในการสร้างสรรค์เบียร์ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะ รวมถึงต้องมีความใส่ใจในการคัดเลือกส่วนผสม โดยคราฟต์เบียร์เริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งชาวอเมริกันมักนิยมต้มเบียร์เพื่อดื่มกันเองที่บ้าน ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า Homebrew และหากมีการผลิตในโรงเบียร์ที่มีขนาดเล็กจะถูกเรียกว่า Craft Brewery ในปัจจุบันได้มีผู้ผลิตคราฟต์เบียร์ในไทยกว่า 100 ราย ซึ่งหากผู้ผลิตมีการจำหน่ายคราฟต์เบียร์ให้เป็นที่รู้จักแล้ว มักจะมีการหาโรงงานผลิตในต่างประเทศเพื่อนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย โดยจะมีการตีตราและเสียภาษีอากรที่เป็นเบียร์นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งเบียร์เหล่านี้จะเรียกว่า “เบียร์ไทยนำเข้า” โดยการผลิตคราฟต์เบียร์นั้นจะต้องมีวัตถุดิบที่สำคัญอย่าง ข้าวซึ่งนำมาผลิตเป็นมอลต์ ฮอปส์ที่ช่วยเพิ่มรสขมของเบียร์และยังนำมาใช้ในการปรับสมดุลรสหวานของมอลต์ ยีสต์ที่เป็นส่วนสำคัญในการผลิตแอลกอฮอล์ และน้ำ นอกจากนี้ยังได้มีการปรุงแต่งกลิ่นรสของคราฟต์เบียร์ด้วยวัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่น เช่น ผลไม้ ดอกไม้ กาแฟ และช็อกโกแลต รวมไปถึงเปลือกกาแฟหรือเชอร์รีกาแฟ ซึ่งเป็นของเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตเมล็ดกาแฟ โดยมีสารสำคัญที่มีประโยชน์ อาทิ สารประกอบฟีนอลิก ได้แก่ กรดคลอโรจีนิก (Chlorogenic Acid; CGA) และเอพิคาเทชิน (Epicatechin) โดยเอพิคาเทชินมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ดังนั้น ทางผู้ผลิตสามารถนำเชอร์รีกาแฟมาใช้เป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่จะช่วยเพิ่มคุณประโยชน์และเสริมกลิ่นรสในผลิตภัณฑ์คราฟต์เบียร์ได้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาวัตถุดิบล้นตลาดและเป็นการยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยสู่ผลิตภัณฑ์คราฟต์เบียร์ที่มีอัตลักษณ์สูง อันจะถือเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่สำคัญในการที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไทยในอนาคต By: Donporn Wongwaiwech, Ph.D. [&hellip;]

Aframomum melegueta seed extract: beneficial effects on metabolic health via thermogenesis
What's In

Aframomum melegueta seed extract: beneficial effects on metabolic health via thermogenesis

สารสกัดจากเมล็ด Aframomum melegueta: ประโยชน์ต่อสุขภาพระบบเผาผลาญผ่านกระบวนการเทอร์โมจีนีซิส หนึ่งในกลยุทธ์ของการต่อต้านโรคอ้วน คือกระบวนการสร้างความร้อนในร่างกายหรือกระบวนการเทอร์โมจีนีซิส (Thermogenesis) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการใช้พลังงานต่อวัน (Energy expenditure) โดยอาศัยการเผาผลาญแคลอรีเพื่อนำมาสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย (Thermogenic effect) คาเฟอีนและสารกระตุ้นบางชนิดนั้นมีคุณสมบัติ Thermogenic effect รวมไปถึงกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ลดความเหนื่อยล้า และปรับปรุงสมรรถภาพทางกายได้ อย่างไรก็ตาม การได้รับสารกลุ่มนี้อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่างๆ และในระยะยาวซึ่งอาจส่งผลนำไปสู่ภาวะติดและดื้อต่อสารดังกล่าว รวมถึงหากไม่ได้รับสารเหล่านี้อาจจะก่อให้เกิดอาการถอนได้ ดังนั้นสารสกัดจากเมล็ด Aframomum melegueta (A. melegueta) จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสารสกัดที่มีคุณสมบัติดังกล่าวโดยปราศจากคาเฟอีนและสารกระตุ้น โดยมีการวิจัยถึงคุณสมบัติของสารสกัดจากเมล็ด A. melegueta ในหนูทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้อ้วนด้วยอาหารไขมันสูง (High Fat Diet; HFD mice) จากการศึกษาในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากเมล็ด A. melegueta ซึ่งมีสารสำคัญอย่าง 6-paradol เป็นองค์ประกอบอยู่ร้อยละ 10 นั้นสามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ไขมันสีเบจ (Beige adipocytes) ในหนู HFD ที่ได้รับสารสกัด โดยการเข้าไปกระตุ้นยีนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเทอร์โมจีนีซิส จากงานวิจัยทางคลินิกแบบสุ่ม ในกลุ่มอาสาสมัครที่มีภาวะน้ำหนักเกินจำนวน 60 [&hellip;]