Skip to main content
T_BENEO0326
T_SAMYANG0126
T_GNT0126
T_OHAUS
T_Interpack26
T_VEGA
T_PETFOOD

What's In

The Future of Sustainable Alternative Milk Technology: A Collaborative Ecosystem for Nourishing the Planet
What's In

The Future of Sustainable Alternative Milk Technology: A Collaborative Ecosystem for Nourishing the Planet

อนาคตของเทคโนโลยีนมทางเลือกที่ยั่งยืน: ความร่วมมือของระบบนิเวศเพื่อสร้างโลกที่น่าอยู่ เจาะลึกด้านเทคโนโลยีชีวภาพและเทคโนโลยีการอาหาร • โปรตีนจากการเพาะเลี้ยง: เทคโนโลยีที่กำลังได้รับการพัฒนานี้มาจากการเพาะเลี้ยงผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมจากสัตว์โดยตรง ซึ่งเป็นการเพาะเลี้ยงเซลล์แทนการเลี้ยงสัตว์ จึงเรียกว่าอาหารเพาะเลี้ยงเซลล์ และเนื้อเพาะเลี้ยง โดยได้มีการสำรวจว่าเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนในการเสริมระบบการเกษตรแบบดั้งเดิมของสัตว์เลี้ยง ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์อาหารจากเซลล์บางชนิดกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาจากหลายประเทศทั่วโลก จึงทำให้มีความสำคัญในการประเมินผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างเป็นกลาง และความเสี่ยงใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ซึ่งรวมถึงความปลอดภัยและคุณภาพของอาหาร • ชีววิทยาสังเคราะห์: กระบวนการนี้จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงแนวทางในการผลิตส่วนผสมและกลิ่นรสใหม่ๆ รวมถึงวิธีการผลิตโปรตีน ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนาสารที่มีคุณสมบัติเฉพาะได้โดยการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางพันธุกรรมของจุลินทรีย์ ซึ่งเทคโนโลยีนี้กำลังได้รับการพัฒนาด้วยการนำจุลินทรีย์มาใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาโปรตีนที่มีคุณลักษณะเดียวกับนมที่มาจากสัตว์ เช่น การปรับปรุงคุณค่าทางโภชนาการของนมจากพืชและการสร้างโปรไฟล์กลิ่นรสใหม่โดยมีผู้บุกเบิกอย่างบริษัท Perfect Day ที่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการหมักที่แม่นยำเข้ามาใช้ผลิตโปรตีนจากนมที่ปราศจากสัตว์ วิธีการนี้จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์นมมีกลิ่นรส เนื้อสัมผัส และคุณค่าทางโภชนาการคล้ายกับนมจากสัตว์ แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือจริยธรรม • การกำหนดสูตรและเทคโนโลยีแปรรูปผลิตภัณฑ์นมจากพืช: ความก้าวหน้าทางด้านเทคนิคของการแปรรูปและการกำหนดสูตรมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตนมจากพืชที่มีรสชาติอร่อยและมีประโยชน์ ทั้งนี้บริษัทต่างๆ กำลังเข้ามาลงทุนเพื่อวิจัยและพัฒนานมจากพืชให้มีคุณสมบัติที่ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีการสกัด การปรับปรุงเนื้อสัมผัส และการสร้างสรรค์สูตรใหม่ที่มีคุณสมบัติทางโภชนาการเช่นเดียวกับนมจากสัตว์ ระบบนิเวศที่เกิดจากการพัฒนาและความร่วมมือ การพัฒนานมทางเลือกอย่างยั่งยืนนั้นขึ้นอยู่กับระบบนิเวศเทคโนโลยีอาหารที่เกิดจากความร่วมมือกัน ซึ่งรวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายภาคส่วน ได้แก่ • สตาร์ทอัพเทคโนโลยีอาหารที่ช่วยส่งเสริมนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงโมเดลทางธุรกิจต่างๆ • บริษัทที่ใช้ประโยชน์จากช่องทางการจัดจำหน่ายและเครือข่ายตลาดที่มีอยู่ • สถาบันวิจัยที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์ • รัฐบาลที่สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนา รวมถึงระบบเกษตรกรรมแบบยั่งยืน • บริษัทและหน่วยงานภาคเอกชนที่สนับสนุนการพัฒนาและเติบโต เช่น […]

VEGAPULS 42: NEW RADAR SENSOR FOR THE BEVERAGE INDUSTRY<br>WITH PRECISION AND HYGIENE
What's In

VEGAPULS 42: NEW RADAR SENSOR FOR THE BEVERAGE INDUSTRY<br>WITH PRECISION AND HYGIENE

เซนเซอร์อัจฉริยะ VEGAPULS 42 ที่ออกแบบด้วยหลักการ Hygienic Design ช่วยเสริมความแม่นยำและความน่าเชื่อถือ จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม VEGAPULS 42 เป็นเซนเซอร์วัดระดับแบบเรดาห์สำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ด้วยความถี่ 80 GHz ที่ช่วยเสริมความถูกต้องและความแม่นยำในการวัดสำหรับสภาวะการผลิตที่ท้าทาย พร้อมด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่น เช่น คลื่นความถี่ที่เหมาะสมช่วยให้การวัดเป็นไปอย่างแม่นยำ ดีไซน์ที่มีขนาดกะทัดรัด สามารถใช้งานได้อย่างสะดวก ช่วยวัดของเหลวในแทงก์ที่มีขนาดเล็กและใหญ่ได้ และการสื่อสารผ่านระบบไร้สาย (Wireless Communication) จึงช่วยเสริมประสิทธิภาพในการผลิต ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่น ดังนี้ &#8211; การใช้งานที่สะดวกกว่า ด้วยระบบ Plug &amp; Play ที่ติดตั้งได้ง่าย ใช้งานได้ทันที รวมถึงมีค่าบำรุงรักษาต่ำ จึงประหยัดเวลาและต้นทุนในระยะยาว &#8211; การออกแบบด้วยหลักการ Hygienic Design ผ่านการรับรองจาก FDA, EHEDG และ 3-A Sanitary Standards ช่วยสร้างความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มของคุณจะมีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค &#8211; เซนเซอร์ที่ใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่วัตถุดิบการผลิต รวมไปถึงผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มตั้งแต่น้ำ น้ำผลไม้ เครื่องดื่มอัดแก๊ส [&hellip;]

Supplier Finder August 2024
What's In

Supplier Finder August 2024

3

See What’s New in the Star Items August 2024
What's In

See What’s New in the Star Items August 2024

พบกับผลิตภัณฑ์ดาวเด่น เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ส่วนผสมอาหาร และอื่นๆ ที่น่าสนใจ…

Zero-Alcohol Beverage Technology: Exploring the De-alcoholization Techniques
What's In

Zero-Alcohol Beverage Technology: Exploring the De-alcoholization Techniques

สำรวจเทคโนโลยีการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 0% กรรมวิธีในการผลิตเบียร์ปราศจากแอลกอฮอล์ 1. การจำกัดการสร้างเอทานอล หลักการทั่วไป คือจะไม่ย่อยสลายเวอร์ต (Wort) หรือของเหลวที่สกัดจากมอลต์จนหมด โดยผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการเหล่านี้ คือ เบียร์ไร้แอลกอฮอล์ที่มีรสชาติหวานเด่นชัด คงกลิ่นและรสชาติความหวานของมอลต์ไว้ได้ดี รวมถึงมีสีสันที่สดใสกว่า 1.1 การหยุดกระบวนการหมัก (Interrupted fermentation) เป็นวิธีการผลิตเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ที่ใช้เครื่องมือเหมือนการผลิตเบียร์แบบดั้งเดิม โดยให้ยีสต์ย่อยสลายน้ำตาลมอลต์เพียงบางส่วน แล้วนำยีสต์ออกเพื่อหยุดกระบวนการหมัก ซึ่งข้อดีของวิธีนี้คือไม่จำเป็นต้องมีการกำจัดแอลกอฮอล์ออกในภายหลัง 1.2 การหมักยีสต์เย็น (Cold yeast contact) จุดเด่นของวิธีนี้คือการหมักที่อุณหภูมิต่ำ ซึ่งจะช่วยให้ยีสต์กำจัดสารประกอบคาร์บอนในน้ำตาลมอลต์ออกได้ ส่งผลให้เบียร์ที่ผลิตด้วยวิธีนี้มีกลิ่นหอมใกล้เคียงเบียร์ทั่วไป แต่ยีสต์ที่ใช้อาจเปลี่ยนกรดอะมิโนเป็นแอลดีไฮด์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในเบียร์ได้ 2. การกำจัดเอทานอลออกจากเบียร์ วิธีนี้มีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เนื่องจากต้องติดตั้งเครื่องมือเพิ่มเติม และอาจสูญเสียกลิ่นหอมระหว่างกระบวนการกำจัดแอลกอฮอล์ ผู้ผลิตจึงควรเลือกวิธีกำจัดแอลกอฮอล์ที่เหมาะสมกับกำลังการผลิต 2.1 การกลั่นด้วยสุญญากาศ (Vacuum distillation) แม้จะได้เบียร์ที่มี ABV ต่ำมาก แต่วิธีนี้ก็มีต้นทุนสูงจากการใช้เครื่องมือพิเศษ ทั้งยังอาจสูญเสียกลิ่นหอมระหว่างกระบวนการกลั่น อย่างไรก็ตาม วิธีนี้สามารถใช้อุณหภูมิต่ำได้ จึงช่วยคงคุณภาพของเบียร์ได้ดี 2.2 การแยกด้วยเมมเบรน (Membrane separation processes) [&hellip;]

Plant-based Edible Film: A Noteworthy Sustainable Packaging Innovation
What's In

Plant-based Edible Film: A Noteworthy Sustainable Packaging Innovation

ฟิล์มบริโภคได้จากพืช: นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนที่น่าจับตามอง แนวทางการพัฒนาฟิล์มบริโภคจากพืช (Plant-based edible film) จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นจะเห็นได้ว่าพอลิเมอร์ชีวภาพที่ใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตฟิล์มหรือบรรจุภัณฑ์บริโภคได้นั้นสามารถผลิตเป็นฟิล์มบริโภคได้ชนิดต่างๆ รวมถึงมีข้อดีและข้อด้อยที่แตกต่างกัน จึงได้มีการพัฒนาสูตรฟิล์มให้มีสมบัติต่างๆ ที่ตอบโจทย์ต่อการใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน จากข้อมูลการเติบโตของตลาดบรรจุภัณฑ์บริโภคได้นั้นมีการคาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดบรรจุภัณฑ์บริโภคได้มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มถึง 4 เท่าในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 1.10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี พ.ศ. 2566 เป็น 4.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี พ.ศ. 2576 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ในปี พ.ศ. 2566-2576 ที่ร้อยละ 14.31 จากตัวเลขชี้วัดของอัตราการเติบโตดังกล่าว จึงทำให้นักวิจัยจากศูนย์วิจัยข้าวล้านนาและคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความพยายามในการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาสูตรส่วนผสมฟิล์มชนิดใหม่ที่ตอบโจทย์การใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ฟิล์มบริโภคได้จากพืชที่ผลิตจากการผสมพอลิเมอร์ชีวภาพในกลุ่มพอลิแซ็กคาไรด์ ได้แก่ คาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส (carboxymethyl cellulose; CMC) ที่ผลิตจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ชานอ้อย เปลือกข้าวโพด เปลือก และแกนกัญชง ฯลฯ นำมาผสมร่วมกับพอลิเมอร์ชีวภาพในกลุ่มของโปรตีน [&hellip;]

Plant-derived Food Ingredients for Boosting Energy Expenditure
What's In

Plant-derived Food Ingredients for Boosting Energy Expenditure

ส่วนผสมจากพืชเพื่อช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกาย กลไกการเพิ่มระบบเผาผลาญไขมันของสารสำคัญจากพืช Adenosine 5¢-monophosphate-activated protein kinase (AMPK) เป็นวิถีทางชีวภาพที่สำคัญในระบบควบคุมการเผาผลาญของร่างกาย โดยมีบทบาทในการควบคุมเอนไซม์ Hormone Sensitive Lipase (HSL) ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนไตรกลีเซอไรด์ให้เป็นกรดไขมันอิสระและยับยั้งการสร้างไขมัน นอกจากนี้ AMPK ยังทำหน้าที่กระตุ้นกระบวนการออกซิเดชันของกรดไขมันที่จะเกิดขึ้นภายในตับ ซึ่งมีงานวิจัยมากมายที่ได้ศึกษาถึงองค์ประกอบของพืชในการนำมาใช้เป็นส่วนผสมอาหารที่มีบทบาทต่อการกระตุ้นวิถีชีวภาพนี้ องุ่น เป็นพืชที่อุดมไปด้วยสารประกอบฟีนอลิกหลากหลายชนิด ซึ่งมีรายงานว่า สารสกัดโปรแอนโทไซยานิดินที่สกัดได้จากเมล็ดองุ่นช่วยลดการขยายขนาดของเซลล์ไขมัน (Adipocyte hypertrophy) และเพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ไขมันได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มหน้าที่ของเซลล์ไขมันด้วย นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญของเนื้อเยื่อไขมันสีน้ำตาล ด้วยการช่วยเพิ่มฤทธิ์ของเอนไซม์ออกซิเดส (Oxidase activity) และหน้าที่ของไมโทคอนเดรีย ซึ่งจะทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ สารสกัดเรสเวอราทรอลก็เป็นพอลิฟีนอลจากเมล็ดองุ่นอีกชนิดหนึ่งที่มีการศึกษากันอย่างแพร่หลาย โดยมีรายงานว่าเรสเวอราทรอลสามารถเพิ่มการสลายไตรกลีเซอไรด์ให้กลายเป็นกรดไขมันอิสระและกลีเซอรอล รวมถึงเพิ่มกระบวนการออกซิเดชันของไขมัน และเพิ่มจำนวนไมโทคอนเดรีย ซึ่งส่งผลให้มีการเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น สารสกัดจากพืชตระกูลซิตรัส เช่น ส้ม มะนาว และเกรปฟรุต ก็เป็นหนึ่งในสารสกัดจากพืชที่มีรายงานถึงสมบัติที่ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย โดยจากผลการศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากพืชตระกูลซิตรัสในมนุษย์ ร่วมกับผลการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและ Meta-analysis ได้ข้อสรุปว่าการบริโภคพืชตระกูลซิตรัสและสารสกัดจากพืชตระกูลซิตรัสสามารถลดค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index; BMI) เส้นรอบเอว เส้นรอบสะโพก [&hellip;]

Innovative Fruits and Vegetables Washing with Micro-nano Bubble Ozone System
What's In

Innovative Fruits and Vegetables Washing with Micro-nano Bubble Ozone System

นวัตกรรมการล้างผักและผลไม้ด้วยระบบไมโครนาโนบับเบิลโอโซน เทคโนโลยีการล้างผักและผลไม้ด้วยระบบไมโครนาโนบับเบิลโอโซน ผ่านการพิสูจน์ว่าสามารถลดปริมาณยาฆ่าแมลงและเชื้อจุลินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ อีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานและยืดอายุการเก็บรักษาผักและผลไม้ได้อีกด้วย ผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ออกแบบและพัฒนาเครื่องล้างผักผลไม้ไมโครนาโนบับเบิลโอโซนแบบอัตโนมัติในระดับกึ่งอุตสาหกรรมที่มีขนาดความจุปริมาตร 140 ลิตร โดยสามารถผลิตโอโซนที่ละลายในน้ำได้ 0.6-0.7 มิลลิกรัมต่อลิตร พร้อมระบบทำความเย็น ซึ่งมีความเหมาะสมในการใช้งานเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ผู้ใช้งานสามารถล้างผักได้โดยใช้เวลาขั้นต่ำ 15 นาที ซึ่งมีค่า pH ของน้ำเท่ากับ 7 และมีค่า ORP (oxidation-reduction potential) เท่ากับ 600-800 mV โดยเครื่องสามารถสร้างฟองขนาดเล็กระดับไมโครและนาโนเมตรเท่ากับ 10 นาโนเมตรถึง 0.46 ไมโครเมตร ซึ่งเป็นสภาวะที่เหมาะสมต่อการลดปริมาณสารฆ่าแมลงและเชื้อจุลินทรีย์ได้ดี โดยฟองที่มีขนาดเล็กนั้นจะมีความคงตัวและสามารถกระจายอยู่ในน้ำได้นาน รวมทั้งมีพื้นที่ต่อปริมาตรสูงซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการละลายก๊าซและสารละลายใดๆ อาทิ ก๊าซโอโซน หรือสารประกอบคลอรีน จึงช่วยเพิ่มโอกาสที่สิ่งสกปรกหรือเชื้อจุลินทรีย์จะหลุดออกมาจากพื้นผิวและสัมผัสกับสารฆ่าเชื้อได้มากกว่า By:Assoc. Prof. Kanda Whangchai, Ph.D. Department of Biology Faculty of Science Chiang Mai University kanda@chiangmai.ac.th Asst. [&hellip;]

Ready-to-Drink Rooibos Tea Product: Alternative Decaffeinated Tea
What's In

Ready-to-Drink Rooibos Tea Product: Alternative Decaffeinated Tea

ผลิตภัณฑ์ชาแดง Rooibos สำเร็จรูป: ทางเลือกใหม่ของชาไร้คาเฟอีน องค์ประกอบและคุณสมบัติที่ดีต่อร่างกายของชารอยบอส      ชารอยบอส มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Aspalathus ในทวีปยุโรปมักเรียกว่า Red tea หรือชาแดง ความพิเศษของชาชนิดนี้คือ มีความหวานเล็กน้อย ไม่มีรสขม และไม่มีคาเฟอีน จึงเหมาะสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องควบคุมหรือระมัดระวังในการบริโภคคาเฟอีน นอกจากนี้ ยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ทั้งแอสพาราธิน (Aspalathin) และเควอซิทิน (Quercetin) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะสามารถปกป้องเซลล์ไม่ให้เกิดความเสียหายจากอนุมูลอิสระได้ ปัจจุบันมีการศึกษาประโยชน์ของแอสพาราธินที่มีต่อร่างกายในหลากหลายด้าน ดังนี้ &#8211; การรักษาภาวะเมแทบอลิกซินโดรม (Metabolic syndrome) ปัจจุบันมีการศึกษาประโยชน์ของชารอยบอสในการลดความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันในร่างกาย (Oxidative stress) ซึ่งเป็นสาเหตุของการพัฒนาภาวะเมแทบอลิกซินโดรม ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ Hong et al. (2014) ที่ได้ศึกษาคุณสมบัติของชารอยบอสในการช่วยลดความเครียดในหนูทดลอง ซึ่งพบว่า กลุ่มหนูที่ได้รับชารอยบอสมีการผลิตสาร 5-Hydroxy indoleacetic acid (5-HIAA) (องค์ประกอบหลักของสารเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งจะถูกผลิตออกมามากขึ้นเมื่อมีความเครียด) และ Free Fatty Acid (FFA) [&hellip;]

Enhancing the Production of Non-alcoholic Fermented Beverages with a<br>Tailor-made Microbial Consortium
What's In

Enhancing the Production of Non-alcoholic Fermented Beverages with a<br>Tailor-made Microbial Consortium

ยกระดับการผลิตเครื่องดื่มหมักไร้แอลกอฮอล์ด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่ถูกออกแบบเฉพาะ ‘กลไกของจุลินทรีย์ที่ออกแบบมาเฉพาะ’ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตเครื่องดื่มหมักชนิดไร้แอลกอฮอล์ ความสำเร็จของการใช้งานกลุ่มจุลินทรีย์ที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต NAFBs ขึ้นอยู่กับความสามารถของการทำงานร่วมกัน (Synergistic interactions) ระหว่างจุลินทรีย์ต่างๆ เป็นหลัก โดยกลไกปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างจุลินทรีย์สามารถแบ่งออกได้ 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ การมีปฏิสัมพันธ์ร่วมในกระบวนการทางเมแทบอลิซึม (Metabolic cooperation) ซึ่งจุลินทรีย์ต่างๆ สามารถเสริมการทำงานของเส้นทางเมแทบอลิซึม (Metabolic pathway) ของกันและกัน จึงทำให้เกิดการใช้สารตั้งต้นที่มีประสิทธิภาพและผลิตสารเมตาบอไลต์ที่ต้องการได้ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เชื้อแบคทีเรีย Lactobacillus spp. สามารถผลิตกรดแลคติกซึ่งจะถูกนำไปใช้โดยยีสต์ Saccharomyces spp. ในกระบวนการผลิตเอทานอล ส่งผลให้รสชาติโดยรวมของผลิตภัณฑ์ดีขึ้น กลไกต่อมาซึ่งเกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขันระหว่างสายพันธุ์ (Competitive exclusion) โดยจุลินทรีย์บางชนิดสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์อื่นๆ ที่ทำให้เกิดการเน่าเสียหรือเชื้อโรค ผ่านการผลิตสารประกอบต้านจุลชีพต่างๆ เช่น แบคเทอริโอซิน (Bacteriocins) กรดอินทรีย์ และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H2O2) ซึ่งช่วยให้ผลิตภัณฑ์สุดท้ายมีความปลอดภัยและมีเสถียรภาพมากขึ้น กลไกสุดท้าย คือการปรับและตอบสนองต่อสัญญาณ (Signal modulation) ซึ่งจุลินทรีย์ต่างๆ สามารถสื่อสารกันผ่านการรับรู้ความหนาแน่นของประชากร (Quorum sensing) ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเป็นตัวควบคุมการแสดงออกของยีนและกิจกรรมทางเมแทบอลิซึมของจุลินทรีย์ที่อาจนำไปสู่การผลิตสารให้กลิ่นรส เอนไซม์ [&hellip;]

Sustainable Packaging Innovation with Bioactive Compounds: Opportunities and Challenges for Thailand
What's In

Sustainable Packaging Innovation with Bioactive Compounds: Opportunities and Challenges for Thailand

นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ สู่โอกาสและความท้าทายสำหรับประเทศไทย นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน: ทางออกใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาพลาสติกในประเทศไทย เป็นที่ทราบกันดีว่า บรรจุภัณฑ์ช่วยปกป้องคุณภาพผลิตภัณฑ์ไม่ให้เกิดความเสียหาย และช่วยยืดอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์ แม้ว่าผู้บริโภคในปัจจุบันจะนิยมใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับบรรจุภัณฑ์สังเคราะห์ทั่วไป ด้วยเหตุนี้จึงมีการพัฒนานวัตกรรมโดยนำสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (Bioactive compounds) หรือสารแอคทีฟมาใช้เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติของบรรจุภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือดีกว่าบรรจุภัณฑ์สังเคราะห์ นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาจนได้เป็นนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์บริโภคได้ (Edible packaging) เพื่อตอบสนองต่อความต้องการและความคาดหวังของผู้บริโภคในอนาคต รวมถึงยังช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการใช้ชีวิตที่ยั่งยืน การประยุกต์ใช้สารแอคทีฟจากธรรมชาติในบรรจุภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ต้านจุลินทรีย์ บรรจุภัณฑ์ต้านจุลินทรีย์เป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดการเสื่อมเสียของผลิตภัณฑ์และการใช้วัตถุกันเสีย โดยส่วนใหญ่ผลิตจากพอลิเมอร์สังเคราะห์หรือพอลิเมอร์ชีวภาพ (Biopolymer) ที่เติมหรือเคลือบด้วยสารแอคทีฟจากธรรมชาติ เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ สารต้านจุลินทรีย์ และน้ำมันหอมระเหย เป็นต้น โดยมีตัวอย่างการประยุกต์ใช้ ได้แก่ การยืดอายุแฮมปรุงสุกหั่นชิ้นแช่เย็นด้วยฟิล์ม PET/PE/EVOH/PE ที่เคลือบด้วย (1) น้ำมันหอมระเหยจากชาเขียว และ (2) น้ำมันหอมระเหยจากชาเขียวและออริกาโน ร่วมกับการปรับสภาวะอากาศในบรรจุภัณฑ์ (ไนโตรเจนร้อยละ 70 และคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 30) ซึ่งสามารถชะลอการเน่าเสีย การเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสีและพื้นผิวของผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ ประสิทธิภาพการต้านจุลินทรีย์และคุณภาพของบรรจุภัณฑ์จะขึ้นอยู่กับชนิดของสาร กลไกของสารแอคทีฟ และเทคนิคที่ใช้ในการผลิต            [&hellip;]

Efficacy of Isomaltulose in Blood Sugar Control
What's In

Efficacy of Isomaltulose in Blood Sugar Control

บทบาทของไอโซมอลทูโลสกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โรคอ้วนและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases; NCDs) ซึ่งนอกจากจะส่งผลเสียต่อร่างกายแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย ดังนั้นการตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการระดับน้ำตาลในเลือดจึงเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสุขภาพ ซึ่งการเลือกรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำจะมีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนักและช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ โดยไอโซมอลทูโลสถูกจัดเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งมีคุณสมบัติในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่และสม่ำเสมอกว่าคาร์โบไฮเดรตชนิดอื่น โดยให้พลังงานอยู่ที่ 4 กิโลแคลอรีต่อกรัม จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานจากไขมันในร่างกายได้อีกด้วย โดยได้มีการศึกษาผลของการใช้ผลิตภัณฑ์ไอโซมอลทูโลส เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้น้ำตาลซูโครสที่มีผลต่อการหลั่งฮอร์โมน GLP-1 ในผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐานจำนวน 30 คนซึ่งมีอายุระหว่าง 49-77 ปี โดยจำนวนครึ่งหนึ่งในกลุ่มอาสาสมัครนั้นเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ร่วมด้วย พบว่าผู้ที่รับประทานไอโซมอลทูโลสจะมีการหลั่งฮอร์โมน GLP-1 มากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ได้รับซูโครสอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลให้ความอยากอาหารลดลง ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด รวมไปถึงช่วยเร่งระบบเผาผลาญและสามารถนำพลังงานไปใช้ได้ดีขึ้นอีกด้วย ไอโซมอลทูโลส ถือเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่เหมาะสำหรับนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยจัดการน้ำหนักและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดซึ่งผ่านการพิสูจน์จากงานวิจัยทางคลินิกมากมาย นอกจากนี้ไอโซมอลทูโลสยังเป็นผลิตภัณฑ์วีแกน ปลอด GMO ไม่ก่อให้เกิดโรคฟันผุ อีกทั้งยังผ่านการรับรองตามมาตรฐานฮาลาลและโคเชอร์อีกด้วย By: BENEO Asia Pacific Pte. Ltd. Inga.Heinemann@beneo.com Obesity and type 2 diabetes are [&hellip;]