Skip to main content

What's In

Accurate and Fast pH Measurement in Milk with the Specific Sensor
What's In

Accurate and Fast pH Measurement in Milk with the Specific Sensor

ตรวจวัดค่า pH ในน้ำนมได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วด้วยเซนเซอร์เฉพาะทาง ‘นม’ เป็นเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง จึงเหมาะสำหรับผู้บริโภคในทุกช่วงอายุ อีกทั้งยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นมได้หลากหลายชนิด อาทิ ชีส โยเกิร์ต และครีม เป็นต้น ซึ่งในอุตสาหกรรมนมจำเป็นจะต้องมีการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพของน้ำนมดิบไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป และหนึ่งในค่าพารามิเตอร์ที่นิยมใช้ในการควบคุมคุณภาพ คือ ค่า pH โดยปกติแล้วค่า pH ของน้ำนมดิบจะอยู่ระหว่าง 6.4-6.8 ซึ่งขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของน้ำนม และปริมาณกรดแลคติกซึ่งเกิดจากกิจกรรมของจุลินทรีย์ในน้ำนมดิบ หากมีปริมาณของกรดแลคติกสูงจะทำให้เกิดการตกตะกอนของโปรตีนนม อีกทั้งค่า pH ที่เบี่ยงเบนไปจากค่ามาตรฐานยังเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการติดเชื้อในโครีดนมอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลต่อรสชาติและคุณภาพของนม จึงกล่าวได้ว่าการตรวจบันทึกค่า pH นั้นมีบทบาทสำคัญอย่างมากในอุตสาหกรรมนม ซึ่งปัญหาที่มักพบจากการวัดค่า pH ก็คือ ค่าที่ได้มักมีความผันผวนและไม่แม่นยำ เนื่องจากนมมีปริมาณโปรตีนและไขมันสูง ซึ่งมักมีการตกตะกอนและเกิดการอุดตันบริเวณหัวเชื่อมต่อของเซนเซอร์ซึ่งทำความสะอาดได้ยาก และอาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนในระหว่างการตรวจวัด นอกจากนั้นยังทำให้ใช้เวลาในการอ่านค่านาน ซึ่งอาจทำให้ได้รับผลการทดสอบที่ไม่ถูกต้องอีกด้วย ดังนั้นการเลือกใช้เซนเซอร์ที่เหมาะสมในการวัดค่า pH จะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความถูกต้องแม่นยำและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์มากขึ้น โดยเซนเซอร์วัดค่า pH เฉพาะทาง1 ได้รับการออกแบบมาเพื่อการใช้งานในอุตสาหกรรมนมโดยเฉพาะ พร้อมด้วยหัวต่อเซรามิกแบบ 3 หัว ซึ่งช่วยให้อิเล็กโทรไลต์อ้างอิงจำเพาะ2สามารถไหลออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีระบบอ้างอิงจำเพาะ3 ในการป้องกันการอุดตันบริเวณหัวต่อที่เกิดจากซัลไฟด์และโปรตีน นอกจากนี้เมมเบรนแก้วยังสามารถทำความสะอาดได้อย่างง่ายดายหลังจากการตรวจวัดอีกด้วย จึงเหมาะสำหรับการตรวจวัดค่า […]

Smart Production of Snacks through the Extrusion Process
What's In

Smart Production of Snacks through the Extrusion Process

แนวทางการผลิตขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพด้วยกระบวนการเอ็กซ์ทรูชัน เมื่อกล่าวถึง ‘ขนมขบเคี้ยว’ หรืออาจเรียกทับศัพท์ว่า ‘สแน็ค (Snack)’ โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงขนมขบเคี้ยวพองกรอบที่บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกโป่งพองที่อัดด้วยแก๊สไนโตรเจน มีรสชาติอร่อยแต่มีสารอาหารหรือคุณค่าทางโภชนาการน้อย จึงไม่แนะนำให้เด็กรับประทานในปริมาณมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ขนมขบเคี้ยวหมายถึงอาหารระหว่างมื้อที่บริโภคได้สะดวก มีขนาดชิ้นพอดีคำ เพื่อช่วยเพิ่มพลังงานและสารอาหารที่อาจได้รับไม่เพียงพอจากการบริโภคอาหารมื้อหลัก รวมถึงช่วยระงับความหิวในระหว่างมื้อได้อีกด้วย โดยขนมขบเคี้ยวนั้นมีหลากหลายชนิดและสามารถผลิตด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน ในบทความนี้จะมุ่งเน้นถึงผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวที่ผลิตโดยกระบวนการเอ็กซ์ทรูชัน (Extrusion process) กระบวนการเอ็กซ์ทรูชัน (Extrusion process) เป็นกระบวนการที่มีศักยภาพในการผลิตได้ถึงระดับอุตสาหกรรม ด้วยเครื่องจักรที่เรียกว่า เครื่องเอ็กซ์ทรูเดอร์ (Extruder) ซึ่งการทำงานของเครื่องเอ็กซ์ทรูเดอร์จะเป็นการรวมกรรมวิธีที่หลากหลายเข้าด้วยกัน เช่น การผสม การนวด การเฉือน การให้ความร้อน และการขึ้นรูป ซึ่งแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ โดยเบื้องต้นผู้ผลิตจะต้องทราบถึงความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายก่อน เนื่องจากผู้บริโภคแต่ละกลุ่มมีความต้องการที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ผู้ผลิตและนักวิจัยได้พยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเพื่อเพิ่มความหลากหลายและมีคุณประโยชน์ต่อผู้บริโภค อีกทั้งยังลดข้อกังขาและเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ว่าเป็นขนมที่มีแต่แป้ง ไม่มีประโยชน์ และมีปริมาณผงชูรสสูง โดยการเพิ่มและเสริมวัตถุดิบต่างๆ ทั้งการเลือกใช้วัตถุดิบธรรมชาติที่มีลักษณะเฉพาะ และการใช้ส่วนผสมจากพืชที่มีโปรตีนสูง อีกทั้งยังมีการเพิ่มโปรตีนจากพืชหรือสัตว์ในผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยว และการเพิ่มส่วนผสมของผักหรือผลไม้ผงเพื่อเป็นแหล่งของวิตามินและกากใยอาหาร เป็นต้น By: Waraporn Prasert, Ph.D. Researcher (Professional Level) Food Processing and […]

Pigmented Rice: A Promising Materials for Nutraceutical Impacts
What's In

Pigmented Rice: A Promising Materials for Nutraceutical Impacts

ศักยภาพทางโภชนบำบัดของข้าวสี ข้าวคุณลักษณะพิเศษ (Specialty Rice) สามารถจัดแบ่งตามสีได้เป็น 3 กลุ่ม ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มพันธุ์ข้าวที่มีเมล็ดเป็นสีขาว เช่น ข้าวหอมมะลิ กลุ่มพันธุ์ข้าวที่มีเมล็ดเป็นสีม่วงหรือม่วงอมแดง เช่น ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวไรซ์เบอร์รี ข้าวสังข์หยด ข้าวเหนียวดำ และข้าวลืมผัว กลุ่มพันธุ์ข้าวที่มีเมล็ดสีน้ำตาล เช่น ข้าวกล้องหอมมะลิ และข้าวสินเหล็ก เป็นต้น ซึ่งสีที่แตกต่างกันนี้สะท้อนถึงองค์ประกอบของแร่ธาตุและคุณค่าทางโภชนาการที่มีในข้าวแต่ละชนิด สมบัติทางชีวภาพของข้าวสี นอกจากข้าวจะเป็นแหล่งพลังงานและให้คุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงเป็นอาหารที่ปลอดสารก่อภูมิแพ้แล้ว ข้าวบางสายพันธุ์ยังมีคุณสมบัติโภชนบำบัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวสี ซึ่งมีสมบัติทางชีวภาพหลากหลายประการ สมบัติการต้านอนุมูลอิสระ จากการศึกษาความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของสารประกอบกลุ่มสำคัญอย่างกรดฟีนอลิกด้วยเทคนิค Reducing power assay โดยใช้ 2,2-diphenyl-1-picrylhydrazyl (DPPH) พบว่า ข้าวสีดำมีสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระมากกว่าข้าวสีน้ำตาลและข้าวที่ไม่มีสี เนื่องจากสารแอนโทไซยานินที่พบในข้าวสีดำมีความสามารถในการป้องกันความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน สมบัติการยับยั้งเซลล์มะเร็ง มีรายงานว่าข้าวเหนียวสีดำมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการแบ่งเซลล์ดังกล่าวมากที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่าสารสกัดจากรำข้าวก็เป็นหนึ่งแหล่งสำคัญของสารพฤกษเคมีที่อาจมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ ขณะเดียวกัน ในประเทศไทยก็มีการศึกษาสมบัติการต้านไวรัสและมะเร็งของสารสกัดจากข้าวหอมมะลิแดง ซึ่งผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า สารสกัดดังกล่าวมีแนวโน้มในการยับยั้งไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคเริม รวมถึงยังสามารถยับยั้งอนุมูลอิสระและเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย สมบัติการต้านเบาหวาน เนื่องจากร่างกายของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มักมีภาวะทนต่ออินซูลิน หรือไม่สามารถผลิตอินซูลินให้เพียงพอต่อปริมาณน้ำตาลในเลือดได้ ดังนั้น […]

Full Wrap Labelling: The Labelling Solution for Differentiate Your Packaging
What's In

Full Wrap Labelling: The Labelling Solution for Differentiate Your Packaging

สติกเกอร์ฉลากแบบพันรอบ: โซลูชันการติดฉลากเพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับบรรจุภัณฑ์ สติกเกอร์ฉลากแบบพันรอบ (Full Wrap Labelling) เป็นโซลูชันการติดฉลากสติกเกอร์รอบตัวบรรจุภัณฑ์ชั้นนอกซึ่งอาจจะติดรอบผลิตภัณฑ์ทั้งหมดหรือติดเพียงบางส่วนของผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความโดดเด่นและแตกต่างให้กับบรรจุภัณฑ์เมื่อวางบนชั้นแสดงสินค้า เมื่อเปรียบเทียบกับฉลากรูปแบบอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นการสร้างจุดขายและใช้ในการสื่อสารระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคว่า ‘สินค้าชิ้นนี้มีมูลค่าและมีความแตกต่างจากสินค้าทั่วไป’ โดยสติกเกอร์ฉลากแบบพันรอบมีข้อดีหลายประการดังนี้ 1. มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูง สติกเกอร์ฉลากแบบพันรอบถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถรองรับรูปร่างและวัสดุของบรรจุภัณฑ์ที่หลากหลายได้ ซึ่งฉลากดังกล่าวจะคาดอยู่บนบรรจุภัณฑ์เพื่อป้องกันการถูกเปิดออกโดยไม่ได้ตั้งใจและเพิ่มความมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่อยู่ด้านในจะถูกรักษาสภาพไว้จนถึงมือผู้บริโภค อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์และช่วยดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคได้อีกด้วย 2. เลือกรูปทรงของฉลากได้หลากหลาย เนื่องจากสติกเกอร์ฉลากแบบพันรอบนั้นใช้วัสดุที่มีกาวในตัวและมีกระดาษรองด้านหลังในระหว่างการติดฉลาก จึงสามารถออกแบบฉลากให้มีรูปทรงที่หลากหลายซึ่งสามารถเข้ากับบรรจุภัณฑ์ได้อย่างยืดหยุ่นและกลมกลืน 3. เลือกใช้วัสดุผลิตฉลากได้หลายรูปแบบ สติกเกอร์ฉลากแบบพันรอบสามารถเลือกใช้วัสดุที่มีความหลากหลายกว่า อย่างการใช้กระดาษรองด้านหลังนั้นก็จะเป็นการช่วยเพิ่มความเสถียรให้กับฉลาก จึงทำให้ติดฉลากได้ง่ายและช่วยลดของเสียในระหว่างกระบวนการผลิตอีกด้วย 4. มีพื้นที่ในการสื่อสารข้อมูลบนฉลากมากขึ้น ข้อดีประการถัดมาของสติกเกอร์ฉลากแบบพันรอบ คือ เจ้าของแบรนด์จะมีพื้นที่สำหรับใส่ข้อมูลของผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับฉลากในรูปแบบอื่นๆ รวมไปถึงสามารถใช้วัสดุที่โปร่งใสซึ่งจะช่วยให้มองเห็นผลิตภัณฑ์ด้านในได้ 5. มีประสิทธิภาพกว่าการคาดด้วยปลอกกระดาษ (Card Board Sleeve) การคาดด้วยปลอกกระดาษจะเป็นการเพิ่มต้นทุนในกระบวนการผลิต เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้สติกเกอร์ฉลากแบบพันรอบซึ่งทำงานโดยใช้เครื่องจักร จึงสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและช่วยลดขั้นตอนในการทำงานได้ดีกว่า 6. มีความน่าสนใจกว่าฉลากแบบไม่มีกาวในตัว (Linerless Label) สติกเกอร์ฉลากแบบพันรอบนั้นสามารถออกแบบได้อย่างยืดหยุ่นและมีรูปร่างที่หลากหลายมากกว่าฉลากแบบไม่มีกาวในตัว และข้อจำกัดทางด้านประสิทธิภาพของการติดฉลากแบบไม่มีกาว คือ หากมีการใช้วัสดุเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องทำความสะอาดเครื่องจักรอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหากเปลี่ยนมาใช้สติกเกอร์ฉลากแบบพันรอบนั้นจะช่วยลดเวลาในการทำงานของเครื่องจักรได้อย่างมีนัยสำคัญ By: Panwadee Thirakiettikun Senior Sales […]

Structural Change and Texture Evaluation Techniques for Plant-based Meat Products
What's In

Structural Change and Texture Evaluation Techniques for Plant-based Meat Products

เทคนิคการเปลี่ยนโครงสร้างและประเมินเนื้อสัมผัสสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากพืช เทคนิคการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเพื่อผลิตเนื้อสัตว์เลียนแบบ การผลิตเนื้อสัตว์เลียนแบบจากพืช ต้องอาศัยกระบวนการแปรรูปเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติของโปรตีน (Protein denaturation) จากพืชก่อนนำไปใช้ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการใช้เอนไซม์ ความร้อน สารเคมี หรือแรงกล เช่น การอัดรีด การตัด การปั่น และการแช่เยือกแข็ง เป็นต้น โดยอาจใช้เพียงวิธีเดียวหรือหลายวิธีร่วมกันเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างของโปรตีนให้เหมาะแก่การนำประยุกต์ใช้ในการผลิตเนื้อสัตว์เลียนแบบจากพืช นอกจากนี้ ยังต้องมีเทคนิคสำคัญในการจัดโครงสร้างนั้นเพื่อนำมาใช้ในการผลิตเส้นใยในผลิตภัณฑ์ (Fibrous products) ให้มีลักษณะคล้ายกับกล้ามเนื้อของเนื้อสัตว์ จึงจะได้เป็นเนื้อสัตว์เลียนแบบจากพืชที่ใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์จริง ซึ่งเทคนิคการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างมีอยู่ 2 เทคนิค คือ เทคนิคการเปลี่ยนแปลงจากล่างขึ้นบน (A bottom-up strategy) ที่เป็นการสร้างโครงร่างด้วยการนำโครงสร้างที่มีขนาดเล็ก (Nanoscale) มารวมกันให้มีขนาดใหญ่ขึ้น (Macroscale) ตามลำดับขั้น และเทคนิคการเปลี่ยนแปลงจากบนลงล่าง (A top-down strategy) ที่เป็นการเลียนแบบโครงสร้างเนื้อสัตว์สำหรับการผลิตขนาดใหญ่ (Large scale) เทคนิคการประเมินลักษณะเนื้อสัมผัสสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากพืช การประเมินลักษณะเนื้อสัมผัสสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากพืชสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 วิธี ดังนี้ 1. Mechanical analysis เป็นการวิเคราะห์เนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์เลียนแบบโดยอาศัยเครื่องมือในการวัดเชิงปริมาณ เช่น การตรวจสอบความแข็งหรือความนุ่มของผลิตภัณฑ์โดยใช้ […]

Whey Protein Technology: Success Way for High Protein Drinking Yogurt
What's In

Whey Protein Technology: Success Way for High Protein Drinking Yogurt

เทคโนโลยีการผลิตเวย์โปรตีน: เส้นทางแห่งความสำเร็จของโยเกิร์ตพร้อมดื่มโปรตีนสูง เทคโนโลยีการผลิตเวย์โปรตีนที่ได้รับการจดสิทธิบัตรจะเข้ามาช่วยยกระดับประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมนมเปรี้ยวได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยที่ไม่ต้องเผชิญกับปัญหาในระยะยาวอีกต่อไป โดยอุตสาหกรรมนมมักพบเจอกับปัญหาด้านการรวมตัวของส่วนประกอบ 2 ส่วนที่ไม่สามารถเข้ากันได้ นั่นคือ โยเกิร์ตพร้อมดื่มกับการเติมโปรตีนในปริมาณสูง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าการผสมโปรตีนเข้าไปในโยเกิร์ตพร้อมดื่มนั้นค่อนข้างลำบาก เช่นเดียวกับการรวมตัวกันระหว่างน้ำและน้ำมัน อย่างไรก็ตาม โยเกิร์ตพร้อมดื่มที่มีปริมาณโปรตีนสูงเริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันจึงได้มีการนำเทคโนโลยีการผลิตเวย์โปรตีนรูปแบบใหม่ที่ผ่านการจดสิทธิบัตรเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาทางด้านเทคนิค รวมถึงช่วยรักษาสารอาหารที่จำเป็นและรสชาติเฉพาะของนมได้อีกด้วย การเลือกและควบคุมคุณภาพโปรตีน เป็นที่ทราบกันดีว่า เวย์โปรตีนเข้มข้นมักได้รับคะแนน DIAAS สูง ซึ่งสิทธิบัตรของเวย์โปรตีนที่คิดค้นขึ้นมานี้อาศัยเทคโนโลยี “microparticulation” เพื่อควบคุมขนาดอนุภาคของโปรตีน จึงสามารถแยกส่วนของเวย์โปรตีนที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานเฉพาะได้ ในกรณีของโยเกิร์ตพร้อมดื่มจำเป็นจะต้องเลือกส่วนของเวย์โปรตีนที่สามารถเพิ่มปริมาณโปรตีนให้สูงขึ้นได้ โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อความหนืดหรือรสชาติของผลิตภัณฑ์ ซึ่งผู้ผลิตสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตเวย์โปรตีนดังกล่าวเพื่อปรับปรุงคุณภาพและปริมาณโปรตีนในผลิตภัณฑ์นมประเภทอื่นๆ และโยเกิร์ตที่มีลักษณะเป็นครีม รวมถึงกลุ่มขนมหวานได้ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวจะเข้ามาช่วยเพิ่มปริมาณโปรตีนในผลิตภัณฑ์ให้สูงขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังสามารถรักษาเนื้อสัมผัส รสชาติ และความคงตัวในช่วงระหว่างการเก็บรักษาทั้งแบบแช่เย็นและอุณหภูมิปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเป็นไปได้ในการกล่าวอ้างทางสุขภาพ จากข้อมูลวิจัยพบว่า กรดอะมิโนจำเป็นในเวย์โปรตีนมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างและฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และสร้างสุขภาวะทางสติปัญญา ซึ่งความเป็นไปได้ในการกล่าวอ้างทางสุขภาพบนบรรจุภัณฑ์มีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับตลาดที่วางจำหน่าย โดยอนุภาคของโปรตีนที่มีขนาดเล็ก (microparticulated) สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย พร้อมให้คุณค่าทางโภชนาการ อีกทั้งยังได้รับการยอมรับอีกด้วย ดังนั้นเวย์โปรตีนที่ผลิตจากเทคโนโลยีดังกล่าว จึงถือเป็นทางเลือกที่ดีในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด By:Nikolaj Nøddebo Beck Sales Development Manager SEA & Oceania […]

9 Natural Ingredients for Boosting Immunity and Strengthening Body Barrier
What's In

9 Natural Ingredients for Boosting Immunity and Strengthening Body Barrier

9 วัตถุดิบจากธรรมชาติเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันและสร้างเกราะป้องกันโรค การเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแกร่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมในระยะยาวเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อันเนื่องมาจากระบบภูมิคุ้มกันมีหน้าที่หลักในการป้องกันร่างกายจากการติดเชื้อ การอักเสบ และโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ โดยหนึ่งในเคล็ดลับที่ปฏิเสธไม่ได้สำหรับการส่งเสริมสุขภาพ นั่นคือ การบริโภคอาหารที่มีสารสำคัญซึ่งอุดมไปด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น วิตามิน แร่ธาตุ รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรค โดยสารสำคัญเหล่านี้มักจะอยู่ในพืช ผัก ผลไม้ และสมุนไพร ซึ่งพืชแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น การบริโภคอาหารที่มีสารสำคัญจากธรรมชาติในหลากหลายแหล่งจะช่วยให้ร่างกายมีความแข็งแรงขึ้นแบบทวีคูณ แหล่งของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากพืช ผัก ผลไม้ และสมุนไพร 1. พืชตระกูลส้ม ผลไม้รสเปรี้ยว โดยเฉพาะพืชตระกูลส้มไม่ว่าจะเป็นเกรปฟรุต ส้ม คลีเมนไทน์ และมะนาว ล้วนประกอบด้วยวิตามินซีในปริมาณสูง ซึ่งวิตามินซีมีส่วนช่วยส่งเสริมการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน ทั้งภูมิคุ้มกันที่มีมาตั้งแต่กำเนิดและภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นมาใหม่ 2. มะละกอ มะละกออุดมไปด้วยเรตินอล ไทอามีน ไรโบฟลาวิน ไนอาซิน กรดโฟลิก เหล็ก โพแทสเซียม แคลเซียม และ ใยอาหาร โดยเฉพาะสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ได้แก่ เบต้าแคโรทีนและไลโคปีน 3. บรอกโคลี สารสำคัญในบรอกโคลี คือ ชัลโฟราเฟน (sulforaphane; […]

Textural Analysis of Bread and Baked Goods
What's In

Textural Analysis of Bread and Baked Goods

การวิเคราะห์ลักษณะเนื้อสัมผัสของขนมปังและผลิตภัณฑ์เบเกอรี หากเอ่ยถึงปัจจัยด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์เบเกอรีที่มีความสำคัญต่อการยอมรับและการตัดสินใจซื้อ พบว่า ผู้บริโภคมีแรงจูงใจและมักจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เบเกอรีที่ยังไม่เคยรับประทานมาก่อน ซึ่งพิจารณาจากรูปร่างหรือลักษณะปรากฎภายนอกเป็นลำดับแรก หลังจากนั้นการยอมรับผลิตภัณฑ์เบเกอรีของผู้บริโภคจะขึ้นอยู่กับคุณภาพทางเนื้อสัมผัส (textural properties) และคุณสมบัติด้านกลิ่นรส (flavor profile) เป็นลำดับถัดมา โดยคุณสมบัติทั้งสองประการนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มักจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในระหว่างการเก็บรักษา อีกทั้งยังเป็นปัจจัยที่กำหนดคุณสมบัติเด่นเฉพาะตัวของผลิตภัณฑ์เบเกอรี การตรวจวิเคราะห์คุณภาพทางเนื้อสัมผัส การตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์เบเกอรีสามารถทำได้ 2 วิธี นั่นคือ การใช้เครื่องมือวัด (instrumentation measurement) และการทดสอบทางประสาทสัมผัสด้วยผู้ทดสอบชิม (sensorial texture analysis) ซึ่ง ในแต่ละวิธีมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 1. การวัดค่าคุณภาพทางเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์เบเกอรีด้วยเครื่องมือ (instrumentation measurement) จะอาศัยหลักการเลียนแบบการรับประทานอาหารในปากของมนุษย์ เริ่มตั้งแต่การกัดและการเคี้ยว ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับลักษณะเด่นทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์เบเกอรีแต่ละชนิด ตัวอย่างเช่น การวัดค่าความนุ่มจะนิยมใช้กับกลุ่มขนมปังแซนวิชที่ต้องการความนุ่มทั้งชิ้น คุกกี้นิ่ม เค้ก และเครปเย็น เป็นต้น ในขณะที่การวัดค่าความกรอบแข็ง ความกรอบเบาและความเปราะจะใช้กับคุกกี้กรอบ บิสกิต แครกเกอร์ เวเฟอร์ และกรวยไอศกรีม เป็นต้น 2. การทดสอบทางประสาทสัมผัสด้วยผู้ทดสอบชิม (sensorial texture analysis) ในการทดสอบชิม […]

Protein Bars: Trends, Technology, and Innovative Production
What's In

Protein Bars: Trends, Technology, and Innovative Production

โปรตีนบาร์: เทรนด์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการผลิตในอนาคต ในปี พ.ศ. 2567 ตลาดขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพประเภทโปรตีนอัดแท่งหรือโปรตีนบาร์กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการของผู้บริโภคและเทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้น โดยปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ผลิตต่างให้ความสำคัญกับรสชาติ เนื้อสัมผัส และคุณประโยชน์ต่อสุขภาพที่เหนือกว่าโปรตีนบาร์แบบทั่วไป รวมถึงผู้บริโภคยุคใหม่สนใจผลิตภัณฑ์ที่มีรสชาติแปลกใหม่เพิ่มมากขึ้น เช่น โปรตีนบาร์พีนัทบัตเตอร์ช็อกโกแลต โปรตีนบาร์คุกกี้แอนด์ครีม และโปรตีนบาร์ฟัดจ์บราวนี เครื่องจักรและกระบวนการผลิตโปรตีนบาร์ โปรตีนบาร์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในอาหารมื้อหลักที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างหลากหลาย ซึ่งมีตั้งแต่โปรตีนบาร์เสริมเวย์สำหรับนักกีฬา โปรตีนบาร์จากพืชสำหรับชาววีแกน โปรตีนบาร์เชิงฟังก์ชันที่เสริมคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ โปรตีนบาร์คีโต ไปจนถึงโปรตีนบาร์ไฟเบอร์สูงที่ออกแบบมาสำหรับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม การผลิตโปรตีนบาร์รูปแบบต่างๆ เหล่านี้ ย่อมต้องใช้เครื่องจักรในการผลิตที่สามารถจัดการกับส่วนผสมที่มีความหลากหลายและรองรับกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีความสม่ำเสมอ โดยทั่วไป กระบวนการผลิตโปรตีนบาร์อาศัยเครื่องจักรหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละเครื่องจะมีหน้าที่เฉพาะในการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบให้กลายเป็นโปรตีนบาร์แสนอร่อยที่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยมีเครื่องมือที่ใช้และขั้นตอนในการผลิต ดังต่อไปนี้ 1. เครื่องผสมและเครื่องปั่น: เครื่องผสมและเครื่องปั่นเป็นเครื่องจักรพื้นฐานในการผลิตโปรตีนบาร์ ซึ่งมีหน้าที่ผสมส่วนผสมแห้งอย่างโปรตีน (เช่น ผงโปรตีนเวย์ ถั่วลันเตา กัญชง) ธัญพืช ถั่ว เมล็ดพืช และวัตถุดิบแต่งกลิ่นรสเข้าด้วยกัน 2. เครื่องขึ้นรูป: หลังจากผสมวัตถุดิบต่างๆ อย่างทั่วถึงแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือการขึ้นรูปขนมตามความต้องการ 3. เอ็กซ์ทรูเดอร์: เอ็กซ์ทรูเดอร์เป็นเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสำหรับการผลิตจำนวนมาก 4. […]

From Thai Cow’s Milk to Cheese: Guidelines for Food Security and Sustainability
What's In

From Thai Cow’s Milk to Cheese: Guidelines for Food Security and Sustainability

แนวทางการผลิตชีสจากน้ำนมโคไทยเพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน ในยุคที่การพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารต่างมุ่งเน้นไปที่ความยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ การแปรรูปอาหารจากวัตถุดิบทางการเกษตรที่ผลิตภายในประเทศ จึงถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับระบบเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหารโดยประเทศไทยนั้นมีศักยภาพด้านการผลิตน้ำนมวัวที่มีคุณภาพสูงในภูมิภาคเอเชียเทียบเท่ากับมาตรฐานจากต่างประเทศ ด้วยความสามารถในการบริหารจัดการฟาร์มที่มีมาตรฐานของเกษตรกร จึงทำให้น้ำนมโคไทยจัดเป็นวัตถุดิบที่มีคุณค่าและมีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าได้อย่างมาก โดยหนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจ คือ การนำน้ำนมโคไทยมาผลิตเป็นเนยแข็งหรือ “ชีส” ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์นมแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในประเทศไทยให้สามารถขยายตลาดและสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้นในอนาคตอีกด้วย ซึ่งแนวโน้มในการบริโภคกลุ่มผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มลดลง เนื่องจากผู้บริโภคมีความสนใจและหันมารับประทานผลิตภัณฑ์นมแปรรูปมากขึ้น เช่น โยเกิร์ต กรีกโยเกิร์ต ไอศกรีม และชีส เป็นต้น โดยปัจจุบันคนไทยรับประทานชีสเฉลี่ยคนละ 0.3 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ยังไม่สูงมากนัก ทั้งนี้การผลิตชีสจากน้ำนมไทยมีความท้าทายหลายประการ แต่ถ้าหากมองถึงประเด็นในการสร้างความยั่งยืนให้กับระบบเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหารแล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนาชีสที่ผลิตในประเทศให้มีความปลอดภัยและมีเอกลักษณ์เฉพาะของไทย ซึ่งต้องมีการศึกษาแนวทางตั้งแต่กระบวนการผลิตพื้นฐาน การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการผลิตชีส การตลาดและการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชีสไทย และการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน จะช่วยให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีสไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการผลิตชีสจากน้ำนมโคไทย จึงเป็นแนวทางที่ดีสำหรับการสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมนมของประเทศไทยต่อไป By: Auengploy Chailangka, Ph.D. Director of Chiang Mai Livestock Products Research and Development Center Livestock Products Division […]

The Technique for Analyzing Aflatoxin in Thai Rice Products
What's In

The Technique for Analyzing Aflatoxin in Thai Rice Products

เทคนิคการตรวจวิเคราะห์สารอะฟลาทอกซินในผลิตภัณฑ์ข้าวไทย อะฟลาทอกซินเป็นสารพิษที่สร้างขึ้นจากเชื้อราในกลุ่ม Aspergillus flavus และ Aspergillus parasiticus ซึ่งมักพบในวัตถุดิบทางการเกษตรและอาหารแห้งที่เก็บรักษาอย่างไม่เหมาะสม อาทิ ผลิตภัณฑ์จากแป้ง ผลิตภัณฑ์จากถั่ว และผลิตภัณฑ์ข้าว โดยองค์การอนามัยโลกได้จัดให้สารอะฟลาทอกซินเป็นสารก่อมะเร็งที่ร้ายแรงมากที่สุดชนิดหนึ่ง เนื่องจากสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดการกลายพันธุ์ในมนุษย์และสัตว์ได้ ด้วยเหตุนี้ แนวทางการตรวจวิเคราะห์สารอะฟลาทอกซินในผลิตภัณฑ์อาหารจึงจำเป็นจะต้องอาศัยวิธีการทดสอบที่มีความแม่นยำ เฉพาะเจาะจง และมีประสิทธิภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารที่มีการปนเปื้อนและทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวปลอดจากสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง วิธีการวิเคราะห์สารพิษอะฟลาทอกซิน 1. การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ การวิเคราะห์เชิงคุณภาพหรือการตรวจวิเคราะห์แบบคัดกรอง (Rapid screening method) จะอาศัยหลักการทางภูมิคุ้มกัน (Immunological assay) เพื่อบ่งบอกว่าตัวอย่างมีการปนเปื้อนสารพิษหรือไม่ โดยหลักการของวิธีนี้จะอาศัยการจับกันแบบจำเพาะระหว่างแอนติเจนและแอนติบอดี พร้อมกับการตรวจวัดสัญญาณโดยใช้สารติดฉลาก เช่น เอนไซม์ สารรังสี หรือฟลูออเรสเซนต์ เป็นต้น โดยทั่วไป เทคนิคที่นิยมนำมาใช้ในการวิเคราะห์อะฟลาทอกซินเชิงคุณภาพ คือ เทคนิค Enzyme Linked Immunosorbent Assay (ELISA) ซึ่งอาศัยความสามารถของแอนติบอดีในการจำแนกโครงสร้างของสารพิษและใช้เอนไซม์ในการตรวจวัด 2. การวิเคราะห์เชิงปริมาณ การวิเคราะห์เชิงปริมาณสามารถบ่งบอกถึงความเข้มข้นของสารพิษที่ปนเปื้อนอยู่ในตัวอย่างได้ โดยทั่วไป มักจะใช้เทคนิคโครมาโทกราฟี ซึ่งอาศัยความแตกต่างของการกระจายสารในสองเฟส ได้แก่ เฟสเคลื่อนที่ […]

Tempe: An Alternative Protein Source and its Nutraceutical Benefits
What's In

Tempe: An Alternative Protein Source and its Nutraceutical Benefits

เทมเป: แหล่งโปรตีนทางเลือกและคุณประโยชน์ทางโภชนเภสัช เทมเป (Tempe) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘เตมเป’ และ ‘เทมเป้’ เป็นผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองที่นำไปผ่านกระบวนการหมักด้วยเชื้อราในกลุ่ม Rhizopus spp. เทมเปเป็นอาหารพื้นเมืองของชาวอินโดนีเซียและนิยมบริโภคในหมู่เกาะชวามาอย่างยาวนานกว่า 209 ปี ปัจจุบันได้มีการบริโภคเทมเปกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เนื่องจากเป็นแหล่งของโปรตีนทางเลือกที่มีคุณประโยชน์และมีคุณสมบัติเชิงหน้าที่ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ จึงทำให้ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะผู้ที่บริโภคอาหารมังสวิรัติ เทมเปนั้นสามารถผลิตเองได้ในระดับครัวเรือน โดยมีวัตถุดิบเพียงเมล็ดถั่วเหลืองและกล้าเชื้อเทมเป โดยเทมเปมีคุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าการบริโภคถั่วเหลืองทั่วไปและเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกเพื่อสุขภาพ เนื่องจากกระบวนการหมักด้วยเชื้อจุลินทรีย์ของเทมเปนั้นส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสารสำคัญต่างๆ ในถั่วเหลืองซึ่งช่วยเสริมคุณสมบัติที่มีคุณประโยชน์มากยิ่งขึ้น โดยเทมเป 100 กรัม จะมีปริมาณโปรตีนสูงถึง 20 กรัม คาร์โบไฮเดรต 13 กรัม และไขมัน 9 กรัม ทั้งนี้ปริมาณสารอาหารที่ได้จะขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่ใช้ นอกจากนี้เทมเปยังอุดมไปด้วยสารออกฤทธิ์อีกหลายชนิด ได้แก่ กรดอะมิโนและโปรตีน วิตามินและแร่ธาตุ สารไอโซฟลาโวน รวมไปถึงพรีไบโอติกส์และโพรไบโอติกส์ และเทมเปยังมีคุณสมบัติด้านโภชนเภสัชที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases; NCDs) ไม่ว่าจะเป็นช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ ป้องกันภาวะกระดูกพรุน ลดความรุนแรงของภาวะวัยทอง และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง เทมเปเป็นผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกที่ดีสำหรับผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ผู้บริโภคอาหารมังสวิรัติ และผู้ที่ต้องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติทางด้านโภชนเภสัชที่มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดโรคบางชนิดได้ อย่างไรก็ตามจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ที่ไม่พึงประสงค์ในระหว่างกระบวนการผลิต ดังนั้น […]