Skip to main content
T_OHAUS
T_GNT0126
T_VEGA
T_SAMYANG0126
T_BENEO0326
T_MTF0426

What's In

Growth-Related Myopathies: Silent Issues Among Poultry and Food Industries
What's In

Growth-Related Myopathies: Silent Issues Among Poultry and Food Industries

เนื้อไก่เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงและได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วโลก ทั้งนี้อุตสาหกรรมสัตว์ปีกได้มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมา จากแนวโน้มความต้องการในการบริโภคเนื้อไก่ที่เพิ่มสูงขึ้น ผู้ผลิตจึงได้พัฒนาสายพันธุ์ให้เนื้อ (Commercial meat-type breed) ของสัตว์ปีกที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพในการแลกเนื้อสูงและให้ผลผลิตเนื้ออก เนื้อน่อง และเนื้อสะโพกในปริมาณสูงเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว ถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมสัตว์ปีกจะประสบความสำเร็จในการพัฒนาสายพันธุ์ไก่และไก่งวงที่ให้ผลผลิตเนื้อในปริมาณมากภายในระยะเวลาอันรวดเร็วและมีต้นทุนต่ำก็ตาม แต่ตลอดระยะเวลาเกือบ 15 ปีที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมสัตว์ปีกกลับพบความผิดปกติในเนื้อไก่และเนื้อไก่งวง ซึ่งความผิดปกติและความรุนแรงนั้นแปรผันตรงกับขนาดตัวและขนาดเนื้ออกไก่ โดยมีการนิยามความผิดปกติดังกล่าวว่า “ความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต (Growth-related myopathies)”  ซึ่งความผิดปกติดังกล่าวมีสาเหตุมาจาก 2 ประเด็น ได้แก่ ปัจจัยจากพันธุกรรม (Genetics) และปัจจัยอื่นนอกเหนือจากพันธุกรรม (Non-genetics) ซึ่งทั้งสองปัจจัยมีส่วนในการเร่งให้สัตว์โตและมีขนาดของกล้ามเนื้อที่ขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงปี พ.ศ. 2565–2566 ที่ผ่านมาภาคอุตสาหกรรมไก่เนื้อในต่างประเทศได้เริ่มยอมรับว่าความผิดปกติแบบ WS เป็นระดับที่ไม่รุนแรงมาก (Mild) กลายเป็นลักษณะปกติ (New norm) ของอกไก่เนื้อและไก่งวงแล้ว ทั้งนี้ ความผิดปกติดังกล่าวส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็น ลักษณะของชิ้นเนื้อที่ไม่สวย ความสามารถในการอุ้มน้ำลดลง เส้นใยกล้ามเนื้อไม่ยึดติดกัน รวมถึงเนื้อสัมผัสของเนื้อไก่สุกมีความแข็งกระด้างและมีรสชาติที่จืดลง แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้ประโยชน์จากความผิดปกติดังกล่าวได้ โดยผู้ประกอบการสามารถคัดแยกเนื้อที่มีตำหนิในระดับที่ไม่รุนแรงมาก (Mild และ Moderate) ไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป […]

Food Safety Control in Thailand:<br>Threats, Challenges, and Management Approaches
What's In

Food Safety Control in Thailand:<br>Threats, Challenges, and Management Approaches

การควบคุมความปลอดภัยอาหารของประเทศไทย: ภัยคุกคาม ความท้าทาย และแนวทางการจัดการ สถานการณ์ความไม่ปลอดภัยด้านอาหารในประเทศไทย ปัจจุบันความไม่ปลอดภัยด้านอาหารในประเทศไทยเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ดังนี้ 1.การใช้สารเคมีทางการเกษตร 2.มาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร 3.อาหารแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหาร 4.การขาดความรู้และการเฝ้าระวัง การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐฯ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค เพื่อสร้างมาตรฐานและการรับรู้ด้านความปลอดภัยอาหารให้ดียิ่งขึ้น การควบคุมความปลอดภัยอาหารในประเทศไทย ความปลอดภัยด้านอาหารเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน และคุณภาพชีวิตของสังคม ซึ่งการเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพถือเป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคน ในบริบทของโลกปัจจุบัน ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนหรือมีสารพิษตกค้างนั้นมีมากขึ้น ไม่ว่าจะมาจากการใช้สารเคมีในการทำการเกษตร การปนเปื้อนระหว่างกระบวนการผลิต หรือการจัดเก็บที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ดังนั้น การควบคุมความปลอดภัยในอาหารจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพของประชาชนและการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยการควบคุมความปลอดภัยอาหารต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการผลิตไปจนถึงการบริโภคอาหาร ความไม่ปลอดภัยด้านอาหารในอนาคต: แนวโน้มและความท้าทายที่ต้องเผชิญ ในอนาคต ความไม่ปลอดภัยด้านอาหารมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นจากปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขยายตัวของประชากร ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนสร้างความท้าทายใหม่ๆ ให้กับระบบการผลิตและการบริโภคอาหาร ทั้งนี้ ความไม่ปลอดภัยด้านอาหารที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตสามารถแบ่งออกได้ตามสาเหตุ ดังนี้ 1.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อการผลิตอาหาร 2.การขยายตัวของประชากรและการขาดแคลนทรัพยากร 3.การปนเปื้อนของจุลินทรีย์และเชื้อโรคใหม่ๆ 4.การขาดแคลนการกำกับดูแลและมาตรฐาน 5.อาหารแปรรูปและสารเคมีในอาหาร แนวทางการรับมือกับความไม่ปลอดภัยอาหาร 1.การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการเกษตร 2.การเสริมสร้างมาตรฐานและการกำกับดูแล 3.การส่งเสริมการบริโภคที่ยั่งยืน By: Araya Rojjanawanicharkorn Expert of [&hellip;]

HKTDC Food Expo PRO and Hong Kong International Tea Fair Demonstrated the Great Way to the Greater Bay Area!
What's In

HKTDC Food Expo PRO and Hong Kong International Tea Fair Demonstrated the Great Way to the Greater Bay Area!

งานแสดงสินค้า HKTDC Food Expo PRO และ HKTDC Hong Kong International Tea Fair 2024 ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (Hong Kong Trade Development Council; HKTDC) สิ้นสุดลงอย่างน่าประทับใจ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2567 โดยทั้งสองงานดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าและผู้ซื้อจากทั่วโลกกว่า 20,500 คน จาก 60 ประเทศ HKTDC Food Expo PRO: งานจัดแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่สำคัญของเอเชีย ด้วยความสนใจที่เพิ่มขึ้นในผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาล ผู้เข้าร่วมจัดแสดงสินค้ากว่า 90 รายจึงแสดงสัญลักษณ์อาหารและเครื่องดื่มฮาลาลเพื่อให้ผู้ซื้อสามารถมองเห็นได้ง่ายขึ้น อาทิ ผลิตภัณฑ์สาหร่ายทอดกรอบจากประเทศไทย กาแฟจากอินโดนีเซีย เส้นหมี่สำเร็จรูปจากเกาหลี และยังมีสินค้าอาหารฮาลาลอีกมากมายจากประเทศจีน ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น นอกจากนี้ ภายในงานยังมีหลากหลายหัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ มุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมในอุตสาหกรรมอาหาร หนึ่งไฮไลท์ในงานคือ Food Tech [&hellip;]

Shrimp Protein Hydrolysate for Nutrition and Sustainability in the Pet Food Industry
What's In

Shrimp Protein Hydrolysate for Nutrition and Sustainability in the Pet Food Industry

Shrimp Protein Hydrolysate for Nutrition and Sustainability in the Pet Food Industry โปรตีนไฮโดรไลเสตจากกุ้ง: แนวทางเพิ่มโภชนาการในอาหารสัตว์เลี้ยง โปรตีนไฮโดรไลเสตและส่วนเหลือใช้จากกุ้งมีปริมาณเปปไทด์สูง สามารถนำมาใช้เพิ่มมูลค่าในอาหารสัตว์เลี้ยง เพื่อส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงของการแพ้อาหาร และช่วยเพิ่มความน่ากินในอาหารสัตว์เลี้ยงได้อีกด้วย ปัจจุบันนิยมใช้ผลิตภัณฑ์เปปไทด์และส่วนเหลือใช้จากกุ้งขาวแปซิฟิก (Litopenaeus Vannamei) เพื่อนำมาใช้ในการเพิ่มกลิ่นรส กระตุ้นความอยากอาหาร และเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการในอาหารสัตว์เลี้ยงและสัตว์เศรษฐกิจ โดยมีการนำผลิตภัณฑ์จากกุ้งมาเสริมในอาหารแมวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นมา นอกจากนี้ เปปไทด์จากกุ้งถือเป็นทางเลือกใหม่สำหรับสัตว์เลี้ยงที่มีอายุมาก และสัตว์เลี้ยงที่ได้รับอาหารลดลงจากปัจจัยต่างๆ เช่น โรค สภาพแวดล้อม และความเครียด เป็นต้น เปปไทด์จากกุ้งได้มาจากส่วนประกอบของกุ้ง ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนที่มีอนุภาคเล็กที่สุด ด้วยน้ำหนักโมเลกุลของโปรตีนไฮโดรไลเสตที่น้อยกว่า 800 Da ถือว่าเป็นโปรตีนชนิด hypoallergenic ทั้งนี้เปปไทด์จากกุ้งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อกระตุ้นการรับรสชาติที่ดีให้กับสัตว์ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการแพ้อาหาร นอกจากนี้ยังมีไมโครนิวเทรียนส์อื่นๆ เช่น ทอรีน และโอเมกา 3, 6, 9 สำหรับเสริมสุขภาพและระบบภูมิคุ้มกัน ประโยชน์ของเปปไทด์จากกุ้ง [&hellip;]

Techniques for Masking Off-note Flavor from Legume Flour
What's In

Techniques for Masking Off-note Flavor from Legume Flour

เทคนิคการบดบังกลิ่นรสไม่พึงประสงค์จากแป้งถั่ว หนึ่งในเทรนด์อาหารที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้จำหน่ายส่วนผสมและผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอาหาร หรือแม้กระทั่งผู้บริโภค นั่นคือ การพัฒนาอาหารหรือส่วนผสมอาหารที่เป็นแหล่งของโปรตีน โดยแป้งจากพืชตระกูลถั่ว (Legumes) ถือเป็นแหล่งของโปรตีนที่มีคุณภาพดีและมีศักยภาพในการนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตส่วนผสมอาหาร อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญของการนำแป้งถั่วมาใช้ประโยชน์ คือ กลิ่นรสที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวคล้ายกับกลิ่นรสถั่วดิบ (Beany flavor) หรือกลิ่นรสเหม็นเขียว (Grassy flavor) โดยกลิ่นรสนี้ส่งผลต่อการยอมรับของผู้บริโภค  แนวทางการลดกลิ่นถั่วในแป้งจากพืชตระกูลถั่ว การกำจัดกลิ่นถั่วในแป้งที่ได้จากพืชตระกูลถั่วสามารถทำได้โดยการใช้ความร้อนและการใช้สารเคมี เพื่อยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Lipoxygenase รวมถึงการกำจัดไขมันออกจากแป้ง อย่างไรก็ตาม แป้งจากพืชตระกูลถั่วที่ผ่านกระบวนการกำจัดกลิ่นควรจะนำไปตรวจสอบคุณภาพในด้านต่างๆ เพื่อยืนยันว่าวิธีการที่ใช้มีประสิทธิภาพและสามารถนำแป้งไปใช้ประโยชน์ต่อได้ โดยแนวทางในการลดกลิ่นถั่วในแป้งมีดังต่อไปนี้ 1. การยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Lipoxygenase ด้วยความร้อน เอนไซม์ Lipoxygenase จัดเป็นโปรตีน ซึ่งจะเกิดการเสียสภาพธรรมชาติเมื่อสัมผัสกับความร้อน โดยระดับของ ความร้อนที่ใช้ในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ คือ อุณหภูมิตั้งแต่ 60 °C ขึ้นไป ทั้งนี้ ต้องใช้สภาวะที่ทำให้เกิดการสัมผัสกับความร้อนอย่างทั่วถึง 2.การยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Lipoxygenase ด้วยสารเคมี แนวทางที่ 1 การใช้สารเคมีที่มีสมบัติเป็น Chelating agent เพื่อให้เกิดการสร้างพันธะจับกับเหล็กจนได้เป็นสารประกอบเชิงซ้อนที่มีความคงตัว แนวทางที่ [&hellip;]

From Food Waste to Pet Treat: High-calcium Dog Biscuits from Eggshell
What's In

From Food Waste to Pet Treat: High-calcium Dog Biscuits from Eggshell

จากเศษเหลือทิ้งสู่อาหารสัตว์เลี้ยง: ขนมบิสกิตแคลเซียมสูงสำหรับสุนัขจากเปลือกไข่ เปลือกไข่เป็นขยะที่เกิดจากภาคการเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร และครัวเรือน คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ของน้ำหนักไข่ทั้งฟอง โดยปกติเปลือกไข่จำนวนมากมักจะถูกทิ้งเป็นขยะในหลุมฝังกลบ ทั้งนี้โรงฟักไข่ในประเทศไทยสามารถฟักไข่เพื่อให้ได้เป็นลูกไก่ประมาณ 35,000 &#8211; 50,000 ตัวต่อวัน จึงทำให้เกิดเปลือกไข่อยู่ที่ 1.0 &#8211; 1.5 ล้านฟองต่อเดือน หรือประมาณ 200 ตันต่อปี ซึ่งการฝังกลบเปลือกไข่เป็นระยะเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากมีการปล่อยก๊าซแอมโมเนียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนั้น จึงมีการพัฒนาและวิจัยเปลือกไข่เพื่อนำมาใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น  กรณีศึกษา: การพัฒนาบิสกิตสุนัขเพื่อความยั่งยืน บิสกิตสุนัขจัดเป็นขนมสำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งช่วยขจัดสิ่งสกปรกออกจากฟันและรักษาความสะอาดในช่องปากของสุนัขได้ โดยการเติมผงเปลือกไข่สามารถเพิ่มปริมาณแคลเซียมในบิสกิต อย่างไรก็ตาม ระดับแคลเซียมที่สูงเกินไปอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของสุนัข ดังนั้น ส่วนผสมทั้งหมดจึงต้องได้รับการออกแบบให้มีสัดส่วนที่พอเหมาะ เพื่อให้บิสกิตมีปริมาณแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่เหมาะสมสำหรับสุนัข โดยส่วนผสมหลักของบิสกิตสุนัข ประกอบด้วยแป้งสาลีและน้ำ นอกจากนี้ อาจมีการนำส่วนผสมอื่นๆ มาใช้เพื่อปรับปรุง เนื้อสัมผัสและรสชาติของบิสกิตได้ ในกระบวนการผลิตบิสกิตสุนัขเริ่มต้นจากการนำส่วนผสมที่ละลายน้ำได้มาละลายในน้ำก่อน แล้วจึงทำการผสมกับแป้ง โดยมีการควบคุมความเร็วและระยะเวลาในการผสมซึ่งเป็นพารามิเตอร์ที่สำคัญในการควบคุมคุณภาพของแป้งโดบิสกิตให้มีความยืดหยุ่นและสามารถขึ้นรูปแป้งโดก่อนการอบได้ ในระหว่างการอบนั้นแป้งจะเปลี่ยนโครงสร้างให้มีลักษณะแข็งขึ้น ผิวหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และมีกลิ่นรสจากปฏิกิริยาเมลลาร์ด (Maillard reaction) และปฏิกิริยาการเกิดคาราเมล (Caramelization) ซึ่งหลังจากขั้นตอนการอบนั้นควรลดอุณหภูมิของบิสกิตลงมาให้อยู่ที่อุณหภูมิห้องก่อนการบรรจุ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดหยดน้ำในบรรจุภัณฑ์ ซึ่งอาจทำให้อายุการเก็บรักษาของบิสกิตสั้นลง [&hellip;]

Elevating High-Value Livestock Products through Processed Meat with Doi Tung Black Pigs
What's In

Elevating High-Value Livestock Products through Processed Meat with Doi Tung Black Pigs

ยกระดับสินค้าปศุสัตว์มูลค่าสูงด้วยผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหมูดำดอยตุง “หมูดำหรือหมูดอย” เป็นสัตว์พื้นเมืองของพี่น้องชนเผ่าที่อาศัยอยู่บนดอยในภาคเหนือมาอย่างช้านาน  และมีความเกี่ยวข้องกันในเชิงของการเป็นแหล่งโปรตีนของชุมชนและในเชิงของวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อ โดยสังเกตได้จากประเพณีต่างๆ ที่สำคัญ เช่น การผูกข้อมือเรียกขวัญเมื่อป่วยไข้ พิธีแต่งงาน และพิธีมัดมือ จะต้องมีหมูดำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพิธีการทั้งสิ้น การศึกษาลักษณะทางเคมีกายภาพของหมูดำดอยตุง หมูดำดอยตุงมีน้ำหนักซากอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ทั้งที่เลี้ยงโดยเกษตรกรบนพื้นที่ดอยตุงและใช้อาหารสัตว์จากสมุนไพรในพื้นถิ่นมากกว่าร้อยละ 50 ขณะที่คุณภาพเนื้อยังอุดมไปด้วยโปรตีน และไขมัน โดยสีของเนื้อค่อนข้างเข้มกว่าเนื้อสุกรในท้องตลาดซึ่งสอดคล้องกับค่าความสามารถในการอุ้มน้ำ และยังพบไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (Unsaturated fat) ทั้งกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated fatty acid) และกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated fatty acid) รวมถึงกรดไขมันโอเมกา 3, 6, 9 ซึ่งโดยรวมนั้นมีแนวโน้มสูงกว่าเนื้อสุกรในท้องตลาดทั่วไป การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สู่สินค้าปศุสัตว์มูลค่าสูง จากการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์หมูดำดอยตุง จึงทำให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่อาศัยสูตรอาหารพื้นถิ่นที่เรียกว่า อาข่าซาโก ซึ่งมีลักษณะเป็นเนื้อแห้งที่ปรุงรสด้วยเครื่องเทศ เครื่องปรุงที่ใช้วัตถุดิบบนดอยตุง การผลิตไส้กรอกรมควันหมูดำดอยตุงโดยใช้องค์ความรู้จากศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์เชียงใหม่ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการผลิตไส้กรอกสไตล์เยอรมัน และการผลิตดอยตุงแฮม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ได้จากการทดลองผลิต ณ โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์เชียงใหม่ โดยดอยตุงแฮมเป็นแฮมดิบที่มีรสชาติเข้มข้น ผ่านการบ่มมากกว่า 6 เดือน แปรรูปจากเนื้อหมูดำส่วนสะโพก ซึ่งใช้เกลือและความเย็นเป็นปัจจัยหลักในการผลิต ทั้งนี้แฮมจะสูญเสียน้ำหนักจากความชื้นไปมากกว่าร้อยละ [&hellip;]

Advancements in 5 Key Trends in the Meat Industry
What's In

Advancements in 5 Key Trends in the Meat Industry

ความก้าวหน้าของ 5 เทรนด์หลักในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และแนวโน้มการบริโภคที่มุ่งเน้นความยั่งยืนได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้บริโภคในปัจจุบันมักมองหาความสะดวกสบาย ความหลากหลายของรสชาติ และการตอบสนองต่อความกังวลด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แนวโน้มเหล่านี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ยังส่งผลให้เกิดนวัตกรรมและการพัฒนาในหลากหลายด้านของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ด้วย 1. เนื้อสัตว์ที่ให้ความสะดวกสบายในการบริโภค เนื้อสัตว์ที่ให้ความสะดวกสบายในการบริโภค เป็นหนึ่งเทรนด์ในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในปี พ.ศ. 2567 การเติบโตนี้มีแรงหนุนหลักจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มองหาอาหารที่สามารถเตรียมได้ง่ายและรวดเร็ว 2. ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่มีรสชาติและคุณสมบัติพิเศษ การเสริมกลิ่นรสและส่วนผสมฟังก์ชันในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์เป็นแนวโน้มที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยการเสริมกลิ่นรสด้วยส่วนผสมธรรมชาติ คือการใช้เครื่องเทศและสมุนไพรเพื่อเพิ่มรสชาติที่หลากหลายให้ผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังมีการเสริมส่วนผสมฟังก์ชันทั้งโปรตีน ไฟเบอร์ หรือสารทดแทนไขมัน 3. ทางเลือกทดแทนเนื้อสัตว์ ปัจจุบันมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ทางเลือกขึ้นเพื่อทดแทนเนื้อสัตว์จริง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ รวมถึงตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์จากแหล่งที่ไม่ยั่งยืน ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ทางเลือกที่น่าจับตามอง เช่น เนื้อสัตว์เพาะเลี้ยง (Cultured meat) หรือเนื้อสัตว์ที่ผลิตจากเซลล์เนื้อสัตว์ในห้องทดลอง 4. การใช้เทคโนโลยี ในปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดค่าใช้จ่ายลง โดยการใช้ระบบอัตโนมัติ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence ; AI) และหุ่นยนต์ กำลังจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำคัญในอุตสาหกรรมการผลิตเนื้อสัตว์ เนื่องด้วยความสามารถของ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากอย่างรวดเร็ว จึงสามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์เพื่อปรับปรุงการคัดแยกวัตถุดิบ เพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต [&hellip;]

CUSTOMISED SOLUTIONS FOR SUCCESSFUL PROCESS CONTROL
What's In

CUSTOMISED SOLUTIONS FOR SUCCESSFUL PROCESS CONTROL

วีก้า อินสตรูเมนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์การวัดมากว่า 50 ปี ในหลากหลายอุตสาหกรรม ด้วยคุณสมบัติของเซนเซอร์วัดความดันที่มีความแม่นยำสูง สามารถวัดความดันในช่วงที่หลากหลายและตอบโจทย์การทำงานที่สภาวะสมบุกสมบัน ไม่ว่าจะเป็นการวัดในช่วงอุณหภูมิสูง หรือความชื้นสูง ทั้งนี้ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้อุปกรณ์เซนเซอร์ได้ตามความเหมาะสมทั้งแบบ ceramic-capacitive CERTEC® และ metallic METEC® measuring cell โดยอุปกรณ์ทั้งหมดผลิตภายใต้ “Clean Room Class 100” และผ่านการทวนสอบจาก DKD-certified test มาแล้ว พร้อมภาพรวมคุณสมบัติต่างๆ อาทิ &#8211; Process Pressure Transmitter ที่สามารถวัดความดันในท่อ หรือถังแบบปิด สำหรับตัวอย่างที่อยู่ในสถานะของเหลว แก๊ส และไอน้ำ รวมถึงการวัดความดันในสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงสถานะ (การควบแน่น) หรือมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว &#8211; Hydrostatic Pressure: หากมีการเปลี่ยนแปลงความดันเพียงเล็กน้อยในระบบ ก็สามารถวัดความดันของเหลวในระบบที่อยู่ในแทงก์ ท่อ หรือภาชนะอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่าน ceramic-capacitive CERTEC® และ metallic METEC® measuring [&hellip;]

Supplier Finder September 2024
What's In

Supplier Finder September 2024

See What’s New in the Star Items September 2024
What's In

See What’s New in the Star Items September 2024

พบกับผลิตภัณฑ์ดาวเด่น เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ส่วนผสมอาหาร และอื่นๆ ที่น่าสนใจ…

Texture Analysis for Quality Control and Product Development
What's In

Texture Analysis for Quality Control and Product Development

การวิเคราะห์เนื้อสัมผัสเพื่อการควบคุมคุณภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การวิเคราะห์ลักษณะเนื้อสัมผัสอาหาร การทดสอบเนื้อสัมผัสของอาหารแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก คือ การทดสอบเชิงวัตถุวิสัย (objective test) และการทดสอบทางประสาทสัมผัส (sensory test) โดยการทดสอบเชิงวัตถุวิสัยจะเป็นการใช้เครื่องวิเคราะห์ลักษณะเนื้อสัมผัส (texture analyzer) ในการวัดความสัมพันธ์ระหว่างแรงกับระยะการเปลี่ยนรูป (deformation) หรือแรงกับเวลา หรือความเค้นกับความเครียด ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและสามารถกระทำซ้ำได้ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่มีการควบคุม โดยนำผลการทดสอบมาทำการวิเคราะห์คุณสมบัติทางเนื้อสัมผัสได้ เช่น ความแน่นเนื้อ (firmness) ความแข็ง (hardness) ความนุ่ม (tenderness) และความเหนียว (toughness) เป็นต้น ในขณะที่การทดสอบทางประสาทสัมผัสที่มีการใช้ผู้ทดสอบชิม (panelist) ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าเพื่อการประเมินคุณลักษณะของอาหารในแง่ของเนื้อสัมผัสนั้น โดยผู้ทดสอบชิมจะมีการประเมินความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อบดเคี้ยวหรือสัมผัสกับอาหาร รวมถึงเสียงที่เกิดขึ้นในระหว่างการเคี้ยว แม้ว่าวิธีนี้อาจจะมีความแม่นยำน้อยกว่าการทดสอบเชิงวัตถุวิสัย เนื่องจากความแปรปรวนของความรู้สึกในผู้ทดสอบชิม แต่สามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือได้ด้วยการเพิ่มจำนวนผู้ทดสอบชิมหรือการฝึกฝนผู้ทดสอบชิมให้มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น การทดสอบเนื้อสัมผัสด้วยเครื่องวิเคราะห์ลักษณะเนื้อสัมผัสเป็นวิธีที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากการใช้งานที่สะดวก สามารถทำซ้ำได้ มีความแม่นยำ และน่าเชื่อถือ โดยวิธีการทดสอบเนื้อสัมผัส ได้แก่ การทดสอบแบบกด (compression test) การทดสอบแบบกดทะลุ-เจาะ (penetration or puncture test) การทดสอบแบบเฉือน (shear test) [&hellip;]