Food FocusThailand
NOVEMBER 2015
53
อาหารที่
เรารั
บประทานดั
งนั้
นการบริ
โภคสารสกั
ดEPAและDHAจึ
งเป็
น
สิ่
งจ�
ำเป็
นอย่
างมาก ซึ่
งสารทั้
งสองชนิ
ดนี้
มี
อยู
่
เฉพาะในอาหารทะเล เช่
น
ปลาแซลมอนหรื
อปลาและอาหารทะเลไขมั
นสู
งชนิ
ดอื่
นๆ เท่
านั้
น
โดยปกติ
กรดไขมั
นชนิ
ดต่
างๆ ถื
อเป็
นแหล่
งพลั
งงานและเป็
นฐานราก
ส�
ำหรั
บการเก็
บสะสมไขมั
นในร่
างกาย อย่
างไรก็
ดี
EPA และ DHA ต่
างมี
คุ
ณสมบั
ติ
เฉพาะตั
วและมี
หน้
าที่
แตกต่
างกั
นในร่
างกายEPAและDHA เป็
น
ส่
วนประกอบของเยื
่
อหุ
้
มเซลล์
ซึ
่
งจะมี
หน้
าที่
ด้
านการออกฤทธิ
์
ทางชี
วภาพ
นอกจากนี้
สารทั้
งสองตั
วยั
งจ�
ำเป็
นต่
อเส้
นทางการส่
งสั
ญญาณระดั
บเซลล์
และการกระตุ
้
นการท�
ำงานของหน่
วยพั
นธุ
กรรม (Gene)และยั
งช่
วยต่
อต้
าน
การอั
กเสบและติ
ดเชื้
อ อาจกล่
าวได้
ว่
า โอเมก้
า-3 ส่
งผลต่
อการท�
ำงาน
ที
่
สมบู
รณ์
แบบของเซลล์
ทุ
กเซลล์
ในร่
างกายมนุ
ษย์
และมี
ผลกระทบ
อย่
างมากต่
อพั
ฒนาการ สุ
ขภาพและโรคต่
างๆ
ปริ
มาณการบริ
โภคโอเมก้
า-3 จะแตกต่
างกั
นไปในแต่
ละวั
ฒนธรรม
ประเทศ หรื
อท้
องถิ่
น ขึ้
นอยู
่
กั
บชนิ
ดของอาหารและปริ
มาณอาหารทะเล
ที่
มี
ในท้
องถิ่
นนั้
นๆปริ
มาณที่
แนะน�
ำส�
ำหรั
บการบริ
โภคโอเมก้
า-3ก็
แตกต่
างกั
น
เช่
นกั
น ทั้
งนี้
นั
กวิ
ทยาศาสตร์
และหน่
วยงานต่
างๆ เช่
น การประชุ
มร่
วม
ระหว่
าง FAO/WHO (ปี
2555) สมาคมแพทย์
โรคหั
วใจแห่
งสหรั
ฐอเมริ
กา
(ปี
2554)หน่
วยงานความปลอดภั
ยด้
านอาหารแห่
งสหภาพยุ
โรป (ปี
2553)
และมู
ลนิ
ธิ
โรคหั
วใจแห่
งออสเตรเลี
ย (ปี
2551)ต่
างก็
ได้
แนะน�
ำอย่
างจริ
งจั
ง
ให้
บริ
โภคโอเมก้
า-3
สถาบั
นอาหารและโภชนาการประเทศสหรั
ฐอเมริ
กาแนะน�
ำให้
บริ
โภค
EPAและDHAวั
นละ500มิ
ลลิ
กรั
มขณะที่
กระทรวงสุ
ขภาพแรงงานและ
สวั
สดิ
การสั
งคมของญี่
ปุ่
น (ปี
2553)แนะน�
ำให้
รั
บประทานEPAและDHA
วั
นละ 1,000 มิ
ลลิ
กรั
มเป็
นอย่
างน้
อย แต่
ถ้
าจะให้
ดี
ที่
สุ
ด ควรบริ
โภค
ในปริ
มาณที่
สู
งกว่
านั้
นมาก (กล่
าวคื
อ ในหนึ่
งวั
นควรได้
รั
บEPAและDHA
รวมกั
น 1,800 มิ
ลลิ
กรั
ม ส�
ำหรั
บผู
้
หญิ
ง และ 2,200 มิ
ลลิ
กรั
ม ส�
ำหรั
บผู
้
ชาย)
ในกรณี
การดู
แลผู้
ป่
วยที่
มี
ความเสี่
ยงเกี่
ยวกั
บหลอดเลื
อดหั
วใจ เช่
นการลด
ระดั
บไตรกลี
เซอไรด์
นั้
น การรั
บประทาน EPA และ DHA รวมกั
น 2,000-
4,000มิ
ลลิ
กรั
ม/วั
นถื
อเป็
นข้
อปฏิ
บั
ติ
ปกติ
ในวงการแพทย์
ปั
จจุ
บั
น
จั
ดสมดุ
ลให้
ถู
กต้
อง
การบริ
โภคกรดไขมั
นโอเมก้
า-6 ให้
น้
อยลง และโอเมก้
า-3 ให้
มากขึ้
น
ถื
อเป็
นแนวทางปฏิ
บั
ติ
ทั่
วไป เนื่
องจากการจั
ดสมดุ
ลที่
ถู
กต้
องระหว่
างผู้
เล่
น
หลั
กที่
เป็
นปฏิ
ปั
กษ์
กั
นสองตั
วนี้
ถื
อเป็
นเรื่
องส�
ำคั
ญมากต่
อร่
างกาย สั
ดส่
วน
ระหว่
างโอเมก้
า-6ต่
อ โอเมก้
า-3ที่
สู
งมากเกิ
นไปซึ่
งมั
กพบในอาหารของ
ซี
กโลกตะวั
นตกนั้
นส่
งผลให้
เกิ
ดโรคต่
างๆมากมายขณะที่
สั
ดส่
วนระหว่
าง
โอเมก้
า-6ต่
อ โอเมก้
า-3ที่
ต�่
ำ จะส่
งผลในทางที่
ดี
การบริ
โภคน�้
ำมั
นจาก
พื
ชและเนื้
อสั
ตว์
(ที่
อุ
ดมไปด้
วยโอเมก้
า-6)ในปริ
มาณมากและบริ
โภค
อาหารทะเล (ซึ่
งอุ
ดมไปด้
วยโอเมก้
า-3) ในปริ
มาณน้
อย
จะเป็
นการเพิ
่
มสั
ดส่
วน ทั้
งนี้
สั
ดส่
วนควรอยู
่
ที่
1:5-10
ประเทศต่
างๆ ที่
บริ
โภคปลาและอาหารทะเลเป็
น
จ�
ำนวนมากอย่
างประเทศญี่
ปุ
่
น จะสามารถรั
กษา
สั
ดส่
วนนี้
ไว้
ได้
ส่
วนอาหารของประเทศแถบ
ตะวั
นตกซึ่
งมี
โอเมก้
า-6มากกว่
า โอเมก้
า-3ถึ
ง
10-30 เท่
า จะท�
ำให้
สั
ดส่
วนดั
งกล่
าวเสี
ยสมดุ
ล
และท�
ำให้
ในเซลล์
คนเรามี
ปริ
มาณ โอเมก้
า-6
เกิ
นกว่
า โอเมก้
า-3 ไปมาก
every single cell in thehumanbody and consequently haveamajor
impact on development, health anddiseases.
Theaverage intakeofomega-3svariesacrosscultures,countries
and regionsof countries,dependingon thedietandamountofmarine
foods consumed. The recommendations for omega-3 intake tend to
varyaswell.Scientistsandauthorities including theFAO/WHOExpert
Consultation (2010), American Heart Association (2011), European
Food Safety Authority (2010) and the Heart Foundation Australia
(2008) have strongly advised consumingomega-3s.
TheAmericanAcademyofNutritionandDietetics recommendsan
intake of 500mg of EPA+DHA/day, while the JapaneseMinistry of
Health,LabourandWelfare (2010) recommendsat least1,000mgper
day of EPAandDHA, but ideallymuch higher values for the general
adult population (1,800mg forwomenand2,200mgofEPAandDHA
combined per day for men). For themanagement of cardiovascular
risk factors inpatients,suchas loweringhigh triglyceride levels, intake
of 2,000 mg up to 4,000 mg of EPA + DHA per day has become a
medical practice.
Getting theBalanceRight
Consuming lessomega-6 fattyacidsandmoreomega-3 fattyacids is
acommonguidelinebecause it is important tokeep the right balance
of theseantagonisticplayers in thehumanbody.Anexcessivelyhigh
ratio of omega-6s versus omega-3s, as found in a typical Western
diet, promotes thedevelopment of diseases, whereas a lowomega-
6sversusomega-3s ratiohasbeneficial effects.Highconsumptionof
common vegetableoilsandmeats (rich inomega-6s) and low intake
ofmarine foods (rich inomega-3s) increases the ratio, which should
ideallybe1/5-10.Nations that consumea lot of fishandseafood, like
Japan, are able to achieve this. Western diets have been shown to
containasmuchas10-30 timesmoreomega-6s thanomega-3s, thus
throwing the ideal ratio off-balance and allowingmore omega-6s to
crowd out omega-3s in our cells.